เซ็นสัญญาจ้าง "ห้ามลาออกก่อน 1 ปี ฝ่าฝืนปรับ 50,000"... กฎหมายบังคับได้จริงไหม? ส่องกับดักข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมที่คนทำงานต้องรู้ทัน

3 พ.ย. 25690

เซ็นสัญญาจ้าง "ห้ามลาออกก่อน 1 ปี ฝ่าฝืนปรับ 50,000"... กฎหมายบังคับได้จริงไหม? ส่องกับดักข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมที่คนทำงานต้องรู้ทัน

สัญญาจ้างข้อ 8 ระบุชัดเจนว่า พนักงานตกลงจะทำงานไม่น้อยกว่า 1 ปี หากลาออกก่อนกำหนดไม่ว่าด้วยเหตุผลใด พนักงานยินยอมชดใช้ค่าปรับ 50,000 บาททันที ในเมื่อคุณทำงานได้แค่ 5 เดือนแล้วจะลาออก บริษัทจำเป็นต้องหักเงินเดือนงวดสุดท้ายและฟ้องเรียกค่าปรับส่วนที่เหลือ

ประโยคดักคอจากฝ่ายบุคคลนี้ คือฝันร้ายที่คนทำงานจำนวนมากต้องเผชิญ โดยเฉพาะเด็กจบใหม่และพนักงานในบริษัทขนาดกลางและเล็ก (SME) ที่ตอนเริ่มงานยอมเซ็นสัญญาเพราะอยากได้งานทำ แต่พอทำไปไม่กี่เดือนกลับพบว่า สภาพแวดล้อม Toxic หรือได้งานใหม่ที่ดีกว่า ทว่าไม่กล้าลาออกเพราะกลัวถูกฟ้องเรียกเงิน 50,000 บาท

หลายคนยอมทนทำงานต่อ หรือยอมให้บริษัทหักเงินเดือนงวดสุดท้ายไปฟรีๆ เพราะเข้าใจว่า "เมื่อเซ็นสัญญาไปแล้ว ย่อมต้องเป็นไปตามนั้น"

แต่ในความเป็นจริงของกฎหมายแรงงานไทย ข้อสัญญาที่ล็อกตัวห้ามลาออกและตั้งค่าปรับแบบนี้ มีผลบังคับใช้ได้จริงหรือ? และบริษัทมีสิทธิปรับเงินเราได้จริงไหม?

สัญญาจ้างไม่ใช่สัญญาทาส: กฎหมายให้สิทธิลาออกได้เสมอ

หลักการพื้นฐานที่สุดของระบบกฎหมายคือ "การทำงานต้องเกิดจากความสมัครใจ" สัญญาจ้างแรงงานไม่ใช่สัญญาซื้อขายชีวิต และลูกจ้างไม่ใช่ทาสขององค์กร

ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 ระบุชัดเจนว่า สัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา ลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้เสมอ เพียงแค่บอกกล่าวล่วงหน้าตามงวดการจ่ายค่าจ้าง (เช่น แจ้งล่วงหน้า 30 วัน)

การที่นายจ้างกำหนดเงื่อนไขบังคับว่า "ห้ามลาออกก่อน 1 ปี" ถือเป็นการจำกัดเสรีภาพในการประกอบอาชีพเกินสมควร ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ข้อสัญญานี้จึงตกเป็น "โมฆะ" มาตั้งแต่ต้น!

ค่าปรับ 50,000 บาท: ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมที่ศาลไม่รับฟัง

ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 กำหนดว่า ข้อตกลงในสัญญาจ้างที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายเกินสมควร ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมเท่านั้น

ศาลฎีกาและศาลแรงงานเคยวางแนวคำพิพากษาไว้ชัดเจน:

  • บริษัทไม่มีสิทธิฟ้องเรียก "ค่าปรับเหมาจ่าย": หากบริษัทไม่ได้ส่งลูกจ้างไปศึกษาต่อต่างประเทศหรืออบรมหลักสูตรพิเศษที่มีค่าใช้จ่ายสูง การสอนงานตามปกติถือเป็นหน้าที่ของนายจ้าง จะนำมาคิดเป็นค่าเสียหาย 50,000 บาทไม่ได้เด็ดขาด ศาลจะยกฟ้องในส่วนค่าปรับทันที

  • หากจะเรียกค่าเสียหาย นายจ้างต้องพิสูจน์ตัวเงินจริง: นายจ้างต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่า การที่ลูกจ้างลาออกไปนั้น ก่อให้เกิดความเสียหายที่เป็นตัวเงินโดยตรงอย่างไร ซึ่งหากลูกจ้างแจ้งลาออกล่วงหน้าถูกต้องและส่งมอบงานครบถ้วน บริษัทแทบไม่มีความเสียหายใดๆ ที่ศาลจะรับฟัง

หักเงินเดือนงวดสุดท้ายเพื่อเป็นค่าปรับ: นายจ้างทำผิดอาญา!

นายจ้างหลายแห่งรู้ดีว่าฟ้องศาลไปก็แพ้ จึงใช้วิธี "หักเงินเดือนงวดสุดท้าย" หรือ "ริบเงินประกัน" เอาไว้เอง

มาตรา 76 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ห้ามนายจ้างหักค่าจ้างไม่ว่ากรณีใดๆ เว้นแต่ที่กฎหมายกำหนด การหักเงินเดือนเพื่อเป็นค่าปรับลาออกก่อนกำหนด ถือเป็นความผิดอาญา มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท ตามมาตรา 144 และต้องจ่ายเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย 15% ต่อปี

เจาะเคสจริง: กราฟิกดีไซเนอร์ลาออกเดือนที่ 6 โดนขู่ฟ้อง 50,000 บาท

พี (นามสมมุติ) เซ็นสัญญาทำงานกราฟิกดีไซเนอร์ ระบุว่าต้องทำครบ 1 ปี หากออกก่อนปรับ 50,000 บาท ทำไปได้ 6 เดือน พีได้ทุนเรียนต่อต่างประเทศ จึงยื่นหนังสือลาออกล่วงหน้า 30 วัน

ฝ่ายบุคคลแจ้งว่าพีต้องจ่ายค่าปรับ 50,000 บาท และจะยึดเงินเดือนเดือนสุดท้ายไว้ พีจึงปรึกษานิติกรศาลแรงงานและทำหนังสือทักท้วงไปยังบริษัท ชี้แจงว่าข้อสัญญาค่าปรับเป็นโมฆะ และการหักเงินเดือนผิดกฎหมายอาญา

เมื่อฝ่ายบุคคลได้รับหนังสือเตือนจากนิติกร จึงยอมคืนเงินเดือนงวดสุดท้ายเต็มจำนวน และไม่กล้าฟ้องร้องเรียกเงินค่าปรับอีกเลย

คำแนะนำเมื่อเจอสัญญาล็อกตัว 1 ปี

  • อย่ายอมจ่ายค่าปรับตามคำขู่: ข้อความค่าปรับในสัญญาไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย

  • บอกกล่าวล่วงหน้าอย่างถูกต้อง: ยื่นหนังสือลาออกล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดค่าจ้าง (เช่น 30 วัน) ทางอีเมล

  • ทำเอกสารส่งมอบงานให้เรียบร้อย: สรุปงานและส่งมอบไฟล์ทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้นายจ้างอ้างว่างานเสียหาย

  • หากถูกกั๊กเงินเดือน: ร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงานผ่าน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือใช้สิทธิฟ้องต่อ ศาลแรงงานกลาง ได้ฟรี

ชีวิตการทำงานเป็นของคุณ สัญญาจ้างไม่อาจลิดรอนอิสรภาพในการเลือกอนาคตที่ดีกว่าได้ รู้ทันสิทธิ อย่ายอมตกเป็นเหยื่อข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และก้าวต่อไปอย่างมั่นใจ

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: