ทำงานจากบ้านอยู่ดีๆ ถูกสั่งกลับเข้าออฟฟิศ 100%: นายจ้างสั่งฝ่ายเดียวได้ไหม เมื่อสัญญาจ้างและสิทธิ มาตรา 23/1 มีผลผูกพัน
4 พ.ย. 25690
เช้าวันจันทร์ที่ไม่เหมือนเดิมเริ่มต้นด้วยอีเมลจากฝ่ายบริหาร สั่งให้พนักงานทุกคนยกเลิก Remote Work และกลับเข้าทำงานที่สำนักงานเต็มเวลา 100% ภายใน 15 วัน ทั้งที่ตลอดสองปีที่ผ่านมาผลงานผ่านเกณฑ์มาโดยตลอด หลายคนวางแผนชีวิตครอบครัวหรือย้ายที่พักเพื่อรองรับการทำงานจากบ้านไปแล้ว คำถามสำคัญคือ บริษัทมีสิทธิสั่งการฝ่ายเดียวได้จริงหรือ และตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เรามีสิทธิปฏิเสธหรือเรียกร้องอะไรได้บ้าง
การทำงานจากที่พักอาศัยได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการใน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2566 มาตรา 23/1 เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพการทำงาน โดยเปิดให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันเป็นหนังสือหรือข้อความอิเล็กทรอนิกส์ ให้นำงานที่ทำนอกสถานที่ได้ไปทำที่บ้านหรือผ่านระบบออนไลน์ โดยระบุระยะเวลา วันเวลาทำงานปกติ การพักผ่อน การทำงานล่วงเวลา และการจัดหาอุปกรณ์หรือค่าใช้จ่ายที่จำเป็น
ในทางกฎหมาย การสั่งยกเลิกการทำงานจากบ้านแบ่งเป็น 2 กรณีสำคัญ:
กรณีแรก: สัญญาจ้างระบุชัดเจนว่าเป็น Remote Work
หากในสัญญาจ้างหรือข้อตกลงแนบท้าย ระบุสถานที่ทำงานชัดเจนว่าเป็น Remote Work หรือ Work from Home สถานที่ทำงานจะถือเป็นสภาพการจ้างตาม พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 5 ทันที ซึ่งมาตรา 20 บัญญัติว่า นายจ้างไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างให้เป็นผลร้ายหรือไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างฝ่ายเดียวได้ หากลูกจ้างไม่ยินยอม การออกคำสั่งบังคับให้กลับมาทำงานที่สำนักงานจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
(ตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย ไม่ใช่เหตุการณ์จริง) ภัทร เข้าทำงานตำแหน่งนักพัฒนาซอฟต์แวร์เมื่อปี 2566 โดยสัญญาจ้างระบุชัดเจนว่าเป็นงานระยะไกล (Full Remote) ทำงานจากเชียงใหม่ได้ ต่อมาปี 2567 ผู้บริหารต้องการปรับนโยบาย จึงสั่งให้พนักงานทุกคนเข้าทำงานที่สำนักงานใหญ่กรุงเทพฯ ทุกวัน มิฉะนั้นจะถือว่าละทิ้งหน้าที่และเลิกจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย ภัทรจึงร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน เนื่องจากสัญญาจ้างระบุสถานที่ทำงานไว้ชัดเจน การเปลี่ยนแปลงที่สร้างภาระค่าใช้จ่ายและที่พักอย่างมีนัยสำคัญ ถือเป็นการเปลี่ยนสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณ คำสั่งบังคับฝ่ายเดียวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากนายจ้างเลิกจ้าง ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 (ควรตรวจสอบคำพิพากษาต้นฉบับ)
กรณีที่สอง: มาตรการช่วยเหลือชั่วคราว
หากการทำงานจากบ้านเป็นเพียงมาตรการช่วยเหลือชั่วคราว และสัญญาจ้างเดิมยังคงระบุสถานที่ทำงานเป็นสำนักงาน นายจ้างอาจมีอำนาจบริหารจัดการในการเรียกพนักงานกลับเข้าทำงาน แต่คำสั่งต้องเป็นธรรมและให้เวลาเตรียมตัวอย่างสมเหตุสมผล
สิทธิในการตัดการติดต่อสื่อสาร (Right to Disconnect)
นอกจากนี้ มาตรา 23/1 วรรคท้าย ยังรับรอง สิทธิในการตัดการติดต่อสื่อสาร (Right to Disconnect) เมื่อสิ้นสุดเวลาทำงานปกติ ลูกจ้างมีสิทธิปฏิเสธการติดต่อสื่อสารจากนายจ้าง เว้นแต่จะให้ความยินยอมล่วงหน้าไว้เป็นหนังสือ เพื่อป้องกันการทำงานล่วงเวลาที่ไร้ขอบเขต
หากบริษัทสั่งยกเลิกการทำงานจากบ้านกะทันหัน มีแนวทางรับมือ 4 ขั้นตอน:
ตรวจสอบสัญญาจ้าง: ดูว่าระบุสถานที่ทำงานอย่างไร หากระบุ Remote Work จะถือเป็นสภาพการจ้างที่นายจ้างเปลี่ยนฝ่ายเดียวไม่ได้
- รวบรวมหลักฐาน: เก็บประวัติการประเมินผลงานและอีเมลอนุมัติการทำงานนอกสถานที่
- เจรจาร่วมกัน: พูดคุยกับฝ่ายบุคคลเพื่อหาทางออกที่สมดุล เช่น การทำงานแบบ Hybrid
- ปรึกษาพนักงานตรวจแรงงาน: หากนายจ้างข่มขู่ว่าจะเลิกจ้าง สามารถขอคำปรึกษาที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือสายด่วน 1506 กด 3
การรู้จักสิทธิของตนเองตามสัญญาจ้างและมาตรา 23/1 จะช่วยให้คนทำงานปกป้องคุณภาพชีวิตได้อย่างถูกต้อง
แหล่งอ้างอิง
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2566 มาตรา 23/1 และมาตรา 118
- พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 5 และมาตรา 20
- กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน (แนวปฏิบัติการทำงานนอกสถานที่ พ.ศ. 2566)