"วันพรุ่งนี้ให้เขาออกเลยได้ไหม": ถอดบทเรียนหน้างานวันที่ 110 เมื่อผู้จัดการเพิ่งรู้ตัวว่าลูกน้องไม่ผ่านโปร

7 พ.ย. 25690

"วันพรุ่งนี้ให้เขาออกเลยได้ไหม": ถอดบทเรียนหน้างานวันที่ 110 เมื่อผู้จัดการเพิ่งรู้ตัวว่าลูกน้องไม่ผ่านโปร

บ่ายวันพฤหัสบดี ผู้จัดการแผนกเดินดุ่มๆ เข้ามาในห้อง HR ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเก้าอี้แล้วพูดประโยคที่คนทำงานสายบุคคลได้ยินจนชินชา:

"น้องคนใหม่ในทีมไม่ไหวจริงๆ งานช้า สื่อสารไม่รู้เรื่อง สัปดาห์หน้าจะครบ 120 วันแล้ว HR ช่วยทำเรื่องให้ออกสิ้นเดือนนี้เลยได้ไหม ไม่อยากให้ผ่านโปร"

เมื่อ HR เปิดแฟ้มประวัติแล้วถามหาบันทึกการประเมินผลช่วง 30 วัน 60 วัน หรือเอกสารตักเตือนที่เป็นลายลักษณ์อักษร คำตอบที่ได้กลับเป็นความเงียบ ก่อนที่ผู้จัดการจะตอบอ้อมแอ้มว่า "ก็เคยคุยเตือนด้วยวาจาไปบ้าง คิดว่าน้องจะปรับตัวได้ แต่สุดท้ายก็เหมือนเดิม"

นี่คือวิกฤตหน้างานที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในองค์กรไทย เมื่อผู้จัดการรอจนถึงโค้งสุดท้ายของเส้นตาย แล้วโยนภาระความเสี่ยงทางกฎหมายและต้นทุนทั้งหมดมาให้ฝ่ายบุคคลจัดการ

ความเข้าใจผิดเรื่องกฎหมายแรงงานที่สร้างความเสียหายหลักแสน

ผู้บริหารและหัวหน้างานจำนวนมากยังเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงว่า "ช่วงทดลองงานคือกาขาว จะให้ออกเมื่อไหร่ก็ได้โดยไม่ต้องบอกล่วงหน้า"

ความเป็นจริงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานของไทยคือ สัญญาจ้างทดลองงานถือเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน แม้การเลิกจ้างก่อนทำงานครบ 120 วันจะไม่เข้าเกณฑ์ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 แต่ "การบอกกล่าวล่วงหน้า" ตามมาตรา 17 ยังคงมีผลบังคับใช้ เว้นแต่พนักงานจะกระทำความผิดร้ายแรงตามที่กฎหมายกำหนด

หากบริษัทบอกเลิกจ้างแบบกะทันหันในวันที่ 110 โดยให้มีผลทันที บริษัทต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (หรือที่มักเรียกกันว่าค่าตกใจ) ให้แก่พนักงานอย่างน้อยหนึ่งงวดการจ่ายค่าจ้าง และหากไม่มีหลักฐานการประเมินผลงานที่ชัดเจน บริษัทอาจต้องเผชิญกับคดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมในศาลแรงงานตามมา

คลี่ต้นตอ: ทำไมผู้จัดการถึงปล่อยให้ลากยาวมาถึงวันที่ 110?

  • 1. วัฒนธรรมความเกรงใจและการเลี่ยงความขัดแย้ง (Conflict Avoidance)
    ในบริบทการทำงานแบบไทย หัวหน้างานมักรู้สึกอึดอัดที่จะบอกลูกน้องตรงๆ ว่า "งานของคุณยังไม่ได้มาตรฐาน" ในช่วงเดือนแรกๆ ทุกคนเลือกที่จะเงียบและหวังลมๆ แล้งๆ ว่าลูกน้องจะพัฒนาขึ้นมาเอง ความเกรงใจในวันแรกจึงกลายร่างเป็นความโหดร้ายในวันที่สายเกินแก้

  • 2. มองว่าการทดลองงานเป็น "เรื่องของ HR" ไม่ใช่ "หน้าที่ของหัวหน้างาน"
    หลายองค์กรปล่อยให้การทดลองงานเป็นเพียงการนับถอยหลังของปฏิทิน หัวหน้างานมัวแต่วุ่นวายกับงานประจำวันแบบ Firefighting จนลืมไปว่าหน้าที่สำคัญที่สุดของผู้นำ คือการโค้ชชิ่งและประเมินความคุ้มค่าของการจ้างงาน (ROI ของคน) ตั้งแต่ไตรมาสแรก

  • 3. ขาดระบบประตูคัดกรอง (Milestone Gate) ที่จับต้องได้
    องค์กรส่วนใหญ่มีแค่แบบฟอร์มประเมินตอนสิ้นสุด 120 วัน แต่ไม่มีเกณฑ์ชี้วัดระหว่างทาง ทำให้ไม่มีใครถูกบังคับให้ตัดสินใจจนกว่าจะถึงทางตัน

โซลูชันที่ฝ่ายบริหารและ HR ต้องบังคับใช้ในไตรมาสนี้

เลิกใช้ระบบประเมินแบบนับวันถอยหลัง แล้วเปลี่ยนมาใช้เกณฑ์เชิงรุก 3 ข้อนี้ทันที:

  • สร้างระบบ 30-60-90 Day Gate แบบมีเงื่อนไขชี้ขาด:

    • วันที่ 30 (Culture & Basic Flow): วัดความเข้าใจในเนื้องานเบื้องต้นและการปรับตัวเข้ากับทีม หากติดขัด ต้องมีการบันทึก Feedback ร่วมกันเป็นลายลักษณ์อักษร

    • วันที่ 60 (Output Quality): วัดคุณภาพของชิ้นงานจริงชิ้นแรก หากผลงานต่ำกว่าเป้าหมาย หัวหน้างานต้องตัดสินใจทันทีว่าจะให้เวลาปรับปรุงตัวด้วยแบบฟอร์ม Performance Plan สั้นๆ 30 วัน หรือเตรียมกระบวนการบอกเลิกจ้างตามขั้นตอน

    • วันที่ 90 (Final Decision): ตัดสินใจขั้นเด็ดขาดว่าจะให้ผ่านหรือไม่ผ่าน เพื่อให้เหลือเวลาบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างถูกต้องตามกฎหมายก่อนเข้าสู่วันที่ 120

  • ผูก Onboarding SLA เข้ากับ KPI ของผู้จัดการ: หากผู้จัดการไม่ส่งผลประเมินตามกำหนดวันที่ 60 หรือปล่อยให้พนักงานหลุดไปจนถึงวันที่ 100 โดยไม่มีการแจ้งเตือน ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการจ่ายค่าชดเชยแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ต้องถูกตัดจากงบประมาณของแผนกนั้นโดยตรง

การปล่อยคนที่ไม่ใช่อยู่จนผ่านโปร ไม่ได้สะท้อนความใจดี แต่สะท้อนความล้มเหลวในการบริหารคนขององค์กร

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: