ทำงานวันหยุดนักขัตฤกษ์ แต่ได้เงินเดือนเท่าเดิม: ผิดกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 29 และ 62 หรือไม่?
5 พ.ย. 25690
ในขณะที่คนอื่นเดินทางกลับบ้านไปฉลองวันสงกรานต์ วันปีใหม่ หรือใช้วันหยุดนักขัตฤกษ์พักผ่อนกับครอบครัว แต่คนทำงานจำนวนไม่น้อยกลับต้องเข้ามาทำงานตามคำสั่งของบริษัท แต่สิ่งที่เจ็บปวดคือ เมื่อถึงสิ้นเดือน ยอดเงินในบัญชีกลับได้รับเพียง "เงินเดือนปกติ" เท่าเดิมทุกบาท โดยไม่มีเงินค่าทำงานในวันหยุดโอนเพิ่มเข้ามา เมื่อทวงถามฝ่ายบุคคล คำตอบที่ได้คือ "คุณเป็นพนักงานรายเดือนอยู่แล้ว ในเงินเดือนก็รวมค่าจ้างของวันหยุดไว้แล้ว ถ้าอยากได้เงินเพิ่มก็ไปเลือกหยุดชดเชยวันอื่นเอาสิ" คำถามสำคัญคือ คำชี้แจงนี้ถูกต้องตามกฎหมายจริงหรือ หรือเป็นเพียงความเข้าใจผิดที่ทำให้นายจ้างเอาเปรียบลูกจ้างมาตลอด
คำตอบทางกฎหมายที่ชัดเจนคือ การกระทำดังกล่าวเป็น "ผิดกฎหมายคุ้มครองแรงงานอย่างชัดเจน" โดย พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ได้บัญญัติหลักการคุ้มครองการทำงานในวันหยุดตามประเพณีไว้อย่างรัดกุม
สาระสำคัญของกฎหมายมี 3 ประการหลัก
ประการแรก สิทธิได้รับเงินเพิ่มอีก 1 เท่าของลูกจ้างรายเดือน: ตาม มาตรา 62 (1) บัญญัติว่า สำหรับลูกจ้างซึ่งมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดอยู่แล้ว (เช่น พนักงานรายเดือน) หากนายจ้างให้มาทำงานในวันหยุดตามประเพณี "ให้นายจ้างจ่ายเพิ่มขึ้นจากค่าจ้างอีกไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ" นั่นหมายความว่า ในวันหยุดนักขัตฤกษ์ที่คุณมาทำงาน คุณต้องได้รับค่าจ้างปกติ บวกกับ "ค่าทำงานในวันหยุดเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่า" เสมอ ไม่ใช่ได้รับเพียงเงินเดือนปกติเท่าเดิม
ประการที่สอง งานทั่วไปนายจ้างไม่มีสิทธิบังคับให้หยุดชดเชยแทนเงิน: นายจ้างมักอ้างว่าให้ไปหยุดชดเชยวันอื่นแทน แต่ตาม มาตรา 29 วรรคสาม กฎหมายเปิดช่องให้ตกลงหยุดชดเชยวันอื่นได้เฉพาะ "กิจการโรงแรม การขนส่ง ร้านอาหาร สถานพยาบาล หรือกิจการอื่นตามกฎกระทรวง" เท่านั้น สำหรับงานออฟฟิศทั่วไป หรือโรงงานอุตสาหกรรม หากสั่งให้มาทำงานในวันหยุดตามประเพณี นายจ้างต้องจ่ายเงินค่าทำงานในวันหยุดตามมาตรา 62 เป็นเงินสดเท่านั้น จะบังคับให้หยุดชดเชยแทนเงินโดยลูกจ้างไม่ยินยอมไม่ได้
ประการที่สาม ค่าล่วงเวลาในวันหยุด 3 เท่า: หากการทำงานในวันหยุดนั้นต้องทำเกินเวลาทำงานปกติ นายจ้างต้องจ่าย "ค่าล่วงเวลาในวันหยุด" ตาม มาตรา 63 ในอัตราไม่น้อยกว่า 3 เท่าของค่าจ้างรายชั่วโมง และหากนายจ้างไม่จ่ายเงินค่าทำงานในวันหยุด มีความผิดทางอาญาตาม มาตรา 144 มีโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมเสียดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีตาม มาตรา 9
ตัวอย่างประกอบการอธิบาย
(ตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย ไม่ใช่เหตุการณ์จริง)
ชัยวัฒน์ ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่บริการเทคนิค ได้รับเงินเดือน 30,000 บาท ในวันแรงงานแห่งชาติซึ่งเป็นวันหยุดตามประเพณี นายจ้างสั่งให้ชัยวัฒน์มาทำงาน 8 ชั่วโมง แต่สิ้นเดือนจ่ายเงินเดือน 30,000 บาทเท่าเดิม อ้างว่ารายเดือนไม่มีสิทธิได้ค่าทำงานในวันหยุด ชัยวัฒน์จึงร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงาน เจ้าหน้าที่วินิจฉัยว่า งานของชัยวัฒน์ไม่ใช่งานบริการที่ยกเว้นตามกฎกระทรวง นายจ้างต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดเพิ่มอีก 1 เท่าตามมาตรา 62 (1) เป็นเงิน 1,000 บาท จึงสั่งให้นายจ้างจ่ายเงิน 1,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยทันที (ควรตรวจสอบคำพิพากษาต้นฉบับ)
แนวทางรับมือ 4 ขั้นตอนเมื่อได้รับเงินไม่ถูกต้อง
หากต้องทำงานในวันหยุดนักขัตฤกษ์แต่ได้รับเงินเท่าเดิม มีแนวทางรับมือ 4 ขั้นตอน:
บันทึกหลักฐานวันและเวลาทำงาน: เก็บภาพถ่ายตารางเวร บันทึกสแกนนิ้ว และข้อความสั่งงานในวันหยุดไว้เป็นหลักฐาน
คำนวณยอดเงินที่ขาดหายไป: คำนวณค่าจ้างรายชั่วโมง (เงินเดือนหาร 30 วัน และหารชั่วโมงทำงานปกติ) เพื่อคิดยอดเพิ่ม 1 เท่า
ทวงถามฝ่ายบุคคลเป็นลายลักษณ์อักษร: ทำหนังสือชี้แจงข้อกฎหมายมาตรา 62 (1) เพื่อขอรับค่าทำงานในวันหยุดส่วนเพิ่ม
ร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงาน: หากบริษัทยังเพิกเฉย สามารถยื่นคำร้องได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือโทร 1506
วันหยุดตามประเพณีคือสิทธิในการพักผ่อนของลูกจ้างทุกคน เมื่อคุณสละเวลาส่วนตัวมาทำงาน นายจ้างย่อมมีหน้าที่จ่ายค่าตอบแทนตามกฎหมายอย่างครบถ้วน
แหล่งอ้างอิง
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 9, มาตรา 29, มาตรา 62, มาตรา 63 และมาตรา 144
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน (แนวปฏิบัติว่าด้วยวันหยุดตามประเพณีและการคำนวณค่าทำงานในวันหยุด)