ส่งไปอบรม 3 วัน ผูกสัญญาห้ามลาออก 2 ปี ปรับแสนห้า! เปิดข้อกฎหมาย Training Bond สัญญาฝึกอบรมที่นายจ้างใช้มัดมือชก

3 พ.ย. 25690

ส่งไปอบรม 3 วัน ผูกสัญญาห้ามลาออก 2 ปี ปรับแสนห้า! เปิดข้อกฎหมาย Training Bond สัญญาฝึกอบรมที่นายจ้างใช้มัดมือชก

"บริษัทส่งคุณไปอบรมคอร์สนี้ มีค่าใช้จ่ายสูงมาก คุณต้องเซ็นสัญญาว่าจะทำงานชดใช้ให้บริษัทไม่น้อยกว่า 2 ปี หากลาออกก่อนกำหนด จะต้องชดใช้ค่าปรับเป็นเงิน 150,000 บาททันที"

สำหรับคนทำงาน ข้อเสนอส่งไปอบรมเสริมทักษะดูเหมือนโอกาสทองที่บริษัทมอบให้ แต่สำหรับหลายคน มันกลับกลายเป็น "สัญญาทาสยุคใหม่" (Training Bond) ที่นายจ้างใช้ขู่ไม่ให้พนักงานลาออก หรือใช้เรียกเงินก้อนโตเมื่อพนักงานต้องการย้ายงาน

ในความเป็นจริงของกฎหมายแรงงานไทย สัญญาผูกมัดการฝึกอบรมเหล่านี้มีผลบังคับได้จริงแค่ไหน? และบริษัทมีสิทธิเรียกค่าปรับเกินจริงแบบนี้ได้หรือไม่?

สัญญาผูกมัดการอบรม (Training Bond) ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่?

ในหลักการ สัญญาฝึกอบรมและข้อตกลงทำงานชดใช้สามารถทำได้ แต่กฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้นายจ้างตั้งเงื่อนไขเอาเปรียบลูกจ้างได้ตามใจชอบ

ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา (เช่น ฎีกาที่ 6239/2545 และ ฎีกาที่ 10323/2558) วางหลักเกณฑ์ไว้ว่า สัญญาฝึกอบรมจะชอบด้วยกฎหมาย ต้องเข้าเงื่อนไขสำคัญ 3 ประการ:

  • ต้องเป็นหลักสูตรพิเศษที่มีค่าใช้จ่ายจริง: ต้องเป็นการส่งไปเรียนต่อหรืออบรมวิชาชีพเฉพาะทางภายนอก โดยนายจ้างมีหลักฐานใบเสร็จค่าใช้จ่ายจริงมายืนยัน หากเป็นการฝึกอบรมงานทั่วไปในบริษัท (On-the-job training) ถือเป็นหน้าที่ปกติของนายจ้าง นำมาทำสัญญาผูกมัดไม่ได้

  • ระยะเวลาชดใช้ต้องได้สัดส่วน: ระยะเวลาที่กำหนดให้ทำงานชดใช้ต้องสมเหตุสมผลกับเนื้อหาและค่าใช้จ่าย การส่งไปอบรมเพียง 2-3 วัน แต่ผูกมัดห้ามลาออกนาน 2 ปี ถือเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

  • นายจ้างเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายจริง: หากเป็นคอร์สอบรมฟรี หรือใช้งบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน นายจ้างไม่มีสิทธิคิดเงินค่าปรับจากลูกจ้าง

ค่าปรับ 150,000 บาท บริษัทมีสิทธิยึดได้จริงไหม?

คำตอบคือ "ไม่มีสิทธิเรียกตามอำเภอใจ"

ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 และ 7 ระบุว่า ข้อตกลงที่กำหนดให้ลูกจ้างต้องรับภาระเกินกว่าปกติ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมเท่านั้น

นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ให้อำนาจศาลแรงงานปรับลด "เบี้ยปรับ" ที่กำหนดไว้สูงเกินความเป็นจริงลงได้

ในทางปฏิบัติ หากลูกจ้างลาออกก่อนกำหนด ศาลจะคิดค่าเสียหายตาม "ค่าใช้จ่ายจริงตามสัดส่วนของเวลาที่ยังทำงานไม่ครบ (Prorated Basis)" เท่านั้น เช่น ค่าอบรมจริง 30,000 บาท สัญญาผูกพัน 1 ปี (12 เดือน) หากทำงานไปแล้ว 6 เดือน ลูกจ้างต้องชดใช้เพียง 15,000 บาท บริษัทจะมาฟ้องเรียกค่าปรับเหมาจ่าย 150,000 บาทไม่ได้

เจาะเคสจริง: อบรมออนไลน์ 3 วัน โดนขู่ฟ้องแสนห้า

พีท (นามสมมุติ) ทำงานด้านการตลาด บริษัทส่งไปอบรมคอร์สวิเคราะห์ข้อมูล 3 วัน ค่าคอร์ส 18,000 บาท โดยให้เซ็นสัญญาก่อนไปว่าต้องทำงานชดใช้ 2 ปี หากลาออกก่อนต้องจ่ายค่าปรับ 150,000 บาท

ทำงานไปได้ 8 เดือน พีทได้งานใหม่ที่ดีกว่าจึงยื่นใบลาออก ฝ่ายบุคคลขู่ว่าจะฟ้องเรียกเงิน 150,000 บาท พร้อมจะหักเงินเดือนงวดสุดท้ายทั้งหมด

พีทนำเรื่องไปปรึกษานิติกรศาลแรงงาน จึงได้ความจริงว่า:

  • บริษัทไม่มีสิทธิหักเงินเดือนงวดสุดท้ายเพราะผิด พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 ห้ามนายจ้างหักค่าจ้างไม่ว่ากรณีใดๆ

  • ค่าคอร์สจริงมีเพียง 18,000 บาท พีททำงานไปแล้ว 8 เดือนจาก 24 เดือน ค่าใช้จ่ายตามจริงตามสัดส่วนที่เหลืออยู่เพียง 12,000 บาทเท่านั้น ต่างจากตัวเลข 150,000 บาทที่บริษัทขู่อย่างสิ้นเชิง

  • เมื่อบริษัทรู้ว่าพีทรู้ทันข้อกฎหมาย จึงยอมเจรจาให้พีทจ่ายชดใช้เพียง 12,000 บาท และออกหนังสือรับรองการทำงานให้ตามปกติ

คาถาตั้งสติก่อนเซ็นสัญญาฝึกอบรม

  • ขอดูใบเสร็จค่าใช้จ่ายจริงเสมอ: ก่อนเซ็นสัญญา ให้ขอดูหลักฐานว่าบริษัทจ่ายค่าลงทะเบียนจริงเท่าไหร่

  • ตรวจสอบสัดส่วนระยะเวลา: อบรมระยะสั้นไม่กี่วัน การผูกสัญญาเกิน 6 เดือนถึง 1 ปี ถือว่าไม่ได้สัดส่วน

  • จำไว้เสมอว่าเบี้ยปรับลดได้ตามกฎหมาย: ตัวเลขค่าปรับมหาศาลส่วนใหญ่มีไว้เพื่อขู่ให้กลัว ไม่ใช่ตัวเลขที่ศาลจะพิพากษาให้จริง

การพัฒนาตัวเองเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องไม่ยอมให้ใครนำการเรียนรู้มาเป็นโซ่ตรวนขังชีวิตการทำงาน หากถูกข่มขู่หรือหักเงินเดือน สามารถปรึกษาพนักงานตรวจแรงงานผ่าน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือติดต่อ ศาลแรงงานกลาง ได้ฟรี เพื่อปกป้องสิทธิของคุณ

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: