ไม่ใช่เพราะงานหนักแต่เพราะไม่กล้าปฏิเสธ: 3 วิธีตั้ง Boundary ในที่ทำงานไม่ให้หมดไฟ จากใจ HR Enterprise 20 ปี

31 ต.ค. 25696

ไม่ใช่เพราะงานหนักแต่เพราะไม่กล้าปฏิเสธ: 3 วิธีตั้ง Boundary ในที่ทำงานไม่ให้หมดไฟ จากใจ HR Enterprise 20 ปี

ตลอด 20 ปีในสายงาน HR ขององค์กรขนาดใหญ่ ภาพที่พี่เห็นจนปวดใจที่สุดไม่ใช่คนที่ไม่เอาถ่านแล้วโดนให้ออก แต่เป็นภาพของ "คนเก่ง นิสัยดี มีน้ำใจ" ที่ค่อยๆ หมดไฟจนแววตาหม่นหมอง บางคนเครียดจนนอนไม่หลับ ป่วยเรื้อรัง จนสุดท้ายต้องเดินมาร้องไห้ยื่นใบลาออกในห้อง HR

พอได้นั่งคุยเปิดใจกันจริงๆ ร้อยละ 80 สาเหตุไม่ได้เกิดจากปริมาณงานตามหน้าที่ของตัวเองหรอกครับ แต่เกิดจากอาการ "ไม่กล้าปฏิเสธใครเลย"

หัวหน้าเดินมาโยนงานแทรกตอนเย็นก็ตอบ "ได้ครับ", เพื่อนร่วมแผนกมาขอให้ช่วยทั้งที่งานตัวเองยังล้นมือก็บอก "เดี๋ยวดูให้ค่ะ", อีเมลหรือแชตด่วนเด้งเข้ามาวันหยุดก็รีบเปิดตอบทันทีเพราะกลัวคนมองว่าไม่มีความรับผิดชอบ

สิ่งที่พี่อยากเตือนด้วยความรักและความหวังดีคือ "การตอบตกลงกับทุกเรื่อง ไม่ได้แปลว่าคุณเป็นคนทำงานเก่ง แต่มันแปลว่าคุณกำลังอนุญาตให้คนอื่นเข้ามาขโมยพลังงานชีวิตของคุณไปเรื่อยๆ จนพัง"

ในบริษัทใหญ่ คนที่เติบโตได้อย่างมั่นคงและมีความสุขในระยะยาว ไม่ใช่คนที่รับทุกงาน แต่คือคนที่รู้จัก สร้างเส้นแบ่ง (Boundary) อย่างมืออาชีพ ลองนำ 3 วิธีนี้ไปปรับใช้เพื่อปกป้องสุขภาพจิตของตัวเองดูครับ

1. เลิกพูดคำว่า "ไม่ว่าง" ลอยๆ แล้วเปลี่ยนมาให้หัวหน้า "เลือก Trade-off"

ความกลัวที่ใหญ่ที่สุดของน้องๆ คือ กลัวว่าถ้าปฏิเสธงานแล้วหัวหน้าจะประเมินว่าไม่ทุ่มเทหรือไม่ให้ความร่วมมือ

พี่จะบอกวิธีที่ฉลาดและมือโปรที่สุดให้: อย่าปฏิเสธด้วยอารมณ์ แต่ให้ปฏิเสธด้วย "การจัดลำดับความสำคัญ (Prioritization)"

เมื่อหัวหน้าเดินมามอบหมายงานด่วนเพิ่ม ทั้งที่ในมือมีงานสำคัญ 3 ชิ้นที่ต้องส่งพรุ่งนี้ ให้ตอบด้วยโครงสร้างนี้:

"ยินดีช่วยงานนี้เลยครับพี่ ตอนนี้ผมมีโปรเจกต์ A และรายงาน B ที่ต้องส่งช่วงบ่ายพรุ่งนี้ หากต้องการให้ลุยงานด่วนชิ้นนี้ก่อน รบกวนพี่ช่วยชี้แนะหน่อยครับว่า อยากให้ผมชะลอโปรเจกต์ A หรือเลื่อนส่งรายงาน B ออกไปเป็นวันศุกร์แทนดีครับ"

ประโยคนี้ไม่มีคำว่า "ไม่ทำ" แม้แต่คำเดียว แต่เป็นการดึงสติให้หัวหน้าเห็นภาระงานจริงของคุณ และบังคับให้เขาเป็นคนตัดสินใจเลือกผลกระทบเองอย่างมีเหตุผล

2. หยุดเช็กแชตงานหลังเลิกงานทันที (สร้าง Golden Hour ของชีวิต)

ในวัฒนธรรมองค์กรยุคนี้ การตอบแชตไวเกินไปกำลังทำร้ายคุณเองครับ ถ้าคุณตอบข้อความตอนสามทุ่ม คุณกำลังส่งสัญญาณทางอ้อมให้ทุกคนรู้ว่า "ส่งงานมาหาฉันได้ตลอด 24 ชั่วโมง"

วิธีเซ็ตขอบเขตแบบสุภาพแต่มั่นคง:

  • ปิด Notification แอปงาน: หลัง 18.30 น. หรือเมื่อหมดเวลาทำงาน ให้ตั้งค่า Mute การแจ้งเตือน

  • ตกลงช่องทางกรณีฉุกเฉินจริง (Emergency Protocol): บอกทีมและหัวหน้าล่วงหน้าว่า "ถ้ามีเรื่องคอขาดบาดตายหรือระบบล่มนอกเวลาทำงาน รบกวนโทรเข้าเบอร์มือถือได้เลยนะครับ แต่ถ้าเป็นเรื่องทั่วไป ผมจะรีบเคลียร์ให้เป็นคิวแรกในเช้าวันพรุ่งนี้"

  • คุณจะแปลกใจว่า งานที่คนส่งพิมพ์ว่า "ด่วนมาก" เกิน 90% พอไม่มีใครตอบในคืนนั้น วันรุ่งขึ้นเขาก็แก้ปัญหาเองได้ หรือมันไม่ได้คอขาดบาดตายอย่างที่คิดเลย

3. ฝึกใช้ "Delayed Yes" ซื้อเวลาคิดก่อนตอบรับคำขอของเพื่อนร่วมงาน

เวลาเพื่อนร่วมงานเดินมาขอความช่วยเหลือ สัญชาตญาณของคนขี้เกรงใจมักจะหลุดปากตอบ "ได้สิ" ออกไปทันที แล้วค่อยมานั่งกุมขมับทีหลัง

ให้เปลี่ยนมาใช้เทคนิค Delayed Yes (ชะลอการตอบรับ) เพื่อดึงสติตัวเอง:

"ขอบคุณที่นึกถึงกันนะ เรื่องนี้น่าสนใจมาก แต่ตอนนี้เรากำลังโฟกัสกับเดดไลน์ชิ้นนี้อยู่ ขอเวลาเช็กตารางงานและคิวส่งช่วงเย็น แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าเราส่งคำตอบให้นะว่าพอจะช่วยได้แค่ไหน"

การขอเวลา 2–3 ชั่วโมง จะช่วยให้คุณประเมินได้จริงๆ ว่าคุณมี Bandwidth พอจะช่วยไหม หรือถ้าช่วยได้ คุณจะช่วยได้แค่บางส่วน ไม่ใช่การแบกรับงานของเขาทั้งหมดมาเป็นภาระของตัวเอง

สิ่งที่พี่อยากให้ลองทำคืนนี้ (Action Item)

หยิบสมาร์ตโฟนของคุณขึ้นมาตอนนี้ แล้วตั้งค่า "Do Not Disturb" หรือปิดแจ้งเตือนแอปแชตและอีเมลที่ทำงานหลัง 20.00 น. ทันที

ลองอนุญาตให้ตัวเองได้พักผ่อนอย่างแท้จริงคืนนี้สักหนึ่งคืน แล้วคุณจะเห็นว่า โลกการทำงานในวันพรุ่งนี้ก็ยังคงหมุนต่อไปได้ตามปกติ โดยที่คุณไม่ต้องแลกด้วยสุขภาพจิตของตัวเองครับ

แชร์บทความนี้: