ยิ่งทำงานเก่งยิ่งได้งานเพิ่ม: 3 วิธีเอาตัวรอดจาก "คำสาปคนขยัน" ไม่ให้หมดไฟ จากใจ HR Enterprise 20 ปี

31 ต.ค. 25692

ยิ่งทำงานเก่งยิ่งได้งานเพิ่ม: 3 วิธีเอาตัวรอดจาก "คำสาปคนขยัน" ไม่ให้หมดไฟ จากใจ HR Enterprise 20 ปี

เคยสังเกตไหมครับว่า ในแผนกหนึ่งๆ ทำไมงานยากๆ งานด่วน งานที่ไม่มีใครอยากแตะ หรือกระทั่งงานที่เพื่อนร่วมทีมทำค้างไว้ มักจะถูกวนลูปมาตกอยู่บนโต๊ะของคุณเสมอ?

พอทำงานเสร็จเร็วขึ้น แทนที่จะได้พักหายใจ หัวหน้ากลับเดินมายิ้มแล้วบอกว่า "เห็นเคลียร์โปรเจกต์นั้นเสร็จแล้ว พอดีมีงานนี้เข้ามา พี่ฝากช่วยดูต่อหน่อยนะ ไว้ใจเราที่สุดแล้ว"

นี่คือปรากฏการณ์คลาสสิกที่คนทำงานสาย Performance มักต้องเจอ และในวงการ HR เรียกมันว่า "The Competence Curse" หรือ "คำสาปของคนทำงานเก่ง"

ตลอด 20 ปีที่พี่ดูแลเรื่องคนในองค์กร Enterprise พี่เห็นน้องๆ ที่มีความรับผิดชอบสูงหลายคนต้องพังลงเงียบๆ ไม่ใช่เพราะทำงานไม่สำเร็จ แต่เพราะ "ยิ่งทำได้ดีเท่าไหร่ รางวัลที่ได้ตอบแทนกลับเป็นปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า" ในขณะที่คนทำงานช้า ทำงานพลาด หรือชอบอู้งาน กลับได้รับการปกป้องโดยอัตโนมัติ เพราะไม่มีใครกล้าโยนงานยากไปให้

ถ้าคุณเริ่มรู้สึกอึดอัด คับข้องใจ และกำลังจะหมดไฟกับการเป็น "เดอะแบก" ของทีม พี่อยากให้ลองใช้ 3 กลยุทธ์นี้ดึงตัวเองออกจากกับดักดูครับ

1. เลิกส่งงาน "ก่อนเวลาแบบก้าวกระโดด" โดยไม่มีกลยุทธ์

หลายคนคิดว่าการได้งานมา 5 วัน แล้วรีบปั่นให้เสร็จภายในครึ่งวันเพื่อส่งทันที คือการแสดงความสามารถขั้นเทพ

แต่ในโลกความเป็นจริงของออฟฟิศ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ:

  1. หัวหน้าจะมองว่างานนั้น "ง่าย" และ "ใช้เวลาน้อย"

  2. ช่องว่างของเวลาที่เหลือ จะถูกเติมเต็มด้วยงานของคนอื่นทันที

คำแนะนำพี่: ทำงานให้เสร็จไวได้เพื่อความสบายใจของตัวเอง แต่ "ให้ส่งงานตามจังหวะที่เหมาะสม (Strategic Pacing)" ใช้เวลาที่เหลือในการทบทวนงานให้ละเอียด ตรวจทานข้อผิดพลาด หรือใช้เป็นเวลาค้นคว้าพัฒนาตัวเองแบบเงียบๆ ไม่จำเป็นต้องประกาศให้โลกรู้ทุกครั้งว่าคุณว่างแล้ว

2. เปลี่ยนจากการ "ก้มหน้าแบก" มาเป็น "เปิดเผยภาระงาน (Make Work Visible)"

สาเหตุที่หัวหน้าชอบโยนงานมาให้คนเก่ง เพราะในมุมของเขา เขาเห็นแต่งานที่เสร็จออกมา แต่เขา "ไม่เคยเห็นขั้นตอนและต้นทุนทางพลังงาน" ที่คุณต้องจ่ายไป

อย่าเก็บความเหนื่อยไว้เป็นความลับครับ ทุกสัปดาห์หรือทุกการประชุม 1-on-1 ให้แสดง Workload จริงให้หัวหน้าเห็น:

  • ทำ Dashboard หรือกระดานงานง่ายๆ (เช่น บน Notion, Trello, หรือ Excel) ลิสต์โปรเจกต์ทั้งหมดที่คุณถืออยู่

  • ใส่สถานะและชั่วโมงที่ต้องใช้ในแต่ละสัปดาห์ให้ชัดเจน

เมื่อหัวหน้าเดินมาพร้อมงานใหม่ ให้เปิดหน้านี้ขึ้นมาคุยด้วยความสุภาพ:

"งานนี้สำคัญมากครับพี่ ตอนนี้ในมือผมมีโปรเจกต์ A (ใช้เวลา 60%) และโปรเจกต์ B (40%) รันอยู่เต็มตาราง หากจะรับงานนี้เข้ามา รบกวนพี่ช่วยพิจารณาให้หน่อยครับว่า เราจะกระจายงานส่วนไหนของโปรเจกต์ A ให้คนอื่นช่วยทำ หรือจะขยับกำหนดส่งโปรเจกต์ B ออกไปดีครับ"

การทำให้ภาระงาน "มองเห็นได้ด้วยตา" จะหยุดพฤติกรรมการโยนงานอย่างไร้สติของหัวหน้าได้ทันที

3. ยกระดับตัวเองจาก "คนลงมือทำ" ไปสู่ "ผู้วางระบบ (Systemizer)"

ถ้าคุณเก่งงานไหนมากๆ อย่ากอดงานนั้นไว้ทำคนเดียวไปตลอดชาติ เพราะคุณจะติดกับดักเป็น "ช่างซ่อมประจำแผนก" ที่ไม่มีใครยอมให้คุณย้ายไปไหนหรือเลื่อนตำแหน่ง

เปลี่ยนวิธีคิดใหม่:

  • งานอะไรที่คุณทำซ้ำๆ จนชำนาญ ให้เขียนสรุปเป็น SOP (Standard Operating Procedure) หรือทำเทมเพลตมาตรฐานขึ้นมา

  • อาสาจัดเซสชันสั้นๆ 30 นาที สอนเพื่อนร่วมทีมหรือน้องในแผนกให้ทำตามได้

วิธีนี้นอกจากจะปลดปล่อยคุณออกจากงานรูทีนที่น่าเบื่อแล้ว ในสายตาผู้บริหารระดับสูง คุณไม่ได้เป็นแค่ "คนทำงานเสร็จไว" อีกต่อไป แต่คุณกำลังแสดงภาวะผู้นำ (Leadership) ในการสเกลความรู้ให้คนอื่น ซึ่งนี่คือใบเบิกทางสำหรับการโปรโมตขึ้นเป็นหัวหน้างานตัวจริง

สิ่งที่พี่อยากให้ลองทำสัปดาห์นี้ (Action Item)

ลองหยิบกระดาษขึ้นมาจดรายชื่องานทั้งหมดที่คุณกำลังทำอยู่ในมือตอนนี้ แล้วใช้ปากกาขีดเส้นใต้เฉพาะ "งานที่เป็นหน้าที่ของคนอื่นแต่คุณใจดีช่วยรับมาทำ"

เลือกออกมา 1 ชิ้นที่พร้อมจะส่งคืนเจ้าของเดิมอย่างสุภาพในสัปดาห์หน้า แล้วคุณจะพบว่า การวางของหนักลงบ้าง ไม่ได้ทำให้คุณเป็นคนแย่ลงเลย แต่ทำให้คุณมีแรงเดินต่อได้ไกลขึ้นต่างหากครับ

แชร์บทความนี้: