เพดานเงินเดือนตันอย่าเพิ่งยอมแพ้: 3 ข้อเสนอที่คุ้มกว่าเงินเดือนที่คุณควรต่อรอง จากใจ HR Enterprise 20 ปี

1 พ.ย. 25690

เพดานเงินเดือนตันอย่าเพิ่งยอมแพ้: 3 ข้อเสนอที่คุ้มกว่าเงินเดือนที่คุณควรต่อรอง จากใจ HR Enterprise 20 ปี

เวลาที่คุยเรื่องผลตอบแทนกับ HR แล้วได้ยินประโยคปฏิเสธสุภาพว่า: "ตำแหน่งนี้งบประมาณของบริษัทให้ได้สูงสุดที่ 60,000 บาทจริงๆ ค่ะ ไม่สามารถปรับเพิ่มฐานเงินเดือนได้มากกว่านี้แล้ว"


คนทำงานส่วนใหญ่มักจะหยุดอยู่แค่นั้น บางคนยอมจำนนรับตัวเลขนั้นไปแบบขมขื่นใจ หรือบางคนเลือกที่จะสะบัดหน้าปฏิเสธข้อเสนอแล้วเดินจากไป ทั้งที่เนื้องานและวัฒนธรรมของบริษัทนี้ตรงใจคุณแทบทุกอย่าง


ตลอด 20 ปีในสายงาน HR ขององค์กร Enterprise พี่เห็นดีลดีๆ ล่มมานักต่อนัก เพียงเพราะคนทำงานเอาชีวิตไปผูกติดอยู่กับ "ตัวเลขเงินเดือนพื้นฐาน (Base Salary)" บรรทัดเดียวบนสลิปเงินเดือน


พี่จะบอกความจริงหลังบ้านให้ฟังนะ: ในบริษัทใหญ่ กระบอกเงินเดือน (Salary Band) มันมีกฎเกณฑ์ควบคุมที่เคร่งครัดมาก HR มักจะขยับเกินเพดานไม่ได้เพราะจะไปกระทบโครงสร้างของทั้งแผนก


แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ "บริษัทใหญ่มีงบประมาณก้อนอื่น และสวัสดิการที่ไม่ใช่ตัวเงิน (Non-Monetary Perks) อยู่อีกเพียบ" ซึ่งในหลายครั้ง มูลค่าของมันเมื่อคำนวณออกมาเป็นตัวเงินและคุณภาพชีวิต กลับสูงกว่าเงินเดือนที่คุณขอเพิ่มอีก 3,000 - 5,000 บาทเสียอีก!


ถ้าฐานเงินเดือนชนเพดานแล้ว ลองเปลี่ยนหมากมาต่อรอง 3 ข้อเสนอนี้ดูครับ


1. ขอสิทธิ์ "รีวิวผลงานรอบพิเศษหลัง 6 เดือน" (Accelerated Review)


ถ้าบริษัทบอกว่างบปีนี้ตัน ให้เปลี่ยนมาขอการันตีโอกาสในอนาคตที่ผูกกับผลงานแทน


อย่ารอให้ถึงรอบปรับเงินเดือนประจำปีรอบถัดไป (ซึ่งอาจต้องรออีกตั้ง 12-18 เดือน) แต่ให้ต่อรองขอเงื่อนไขนี้ระบุในสัญญา:


"ผมเข้าใจในข้อจำกัดเรื่องกรอบงบประมาณเริ่มต้นของตำแหน่งนี้ครับ แต่เนื่องจากเป้าหมายที่คุยกันค่อนข้างท้าทาย หากผมสามารถส่งมอบผลงานโปรเจกต์ X ได้ตามเป้าหมายภายใน 6 เดือนแรก ผมอยากขอให้มีรอบการประเมินผลงานพิเศษ เพื่อพิจารณาปรับฐานเงินเดือนขึ้นมาที่ [ระบุตัวเลขที่ต้องการ] ได้ไหมครับ"


ผู้บริหารชอบข้อเสนอนี้มาก เพราะคุณไม่ได้ขอเงินเปล่าๆ แต่คุณกำลัง "เอาผลงานมาแลก" และถ้าคุณทำได้จริง หัวหน้าจะหาทางดันงบให้คุณได้ง่ายขึ้นเยอะ


2. ต่อรองเรื่อง "เวลาและสถานที่ทำงาน" (Flexibility & WFH Days)


ในยุคนี้ "เวลาชีวิตคือสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล" ครับ


ลองคำนวณดูสิ: การต้องเดินทางฝ่ารถติดเข้ามาทำงานในเมืองหลวงทุกวัน คุณต้องเสียค่าเดินทาง ค่ากาแฟ ค่าน้ำมัน และที่สำคัญคือเสียเวลาวันละ 2–3 ชั่วโมงไปบนท้องถนน


  • ถ้าบริษัทไม่ยอมเพิ่มเงินเดือนให้อีก 4,000 บาท ให้ลองขอเพิ่มสิทธิ์ Work from Home เป็น 2–3 วันต่อสัปดาห์

  • เงินที่คุณประหยัดได้จากค่าเดินทางและค่าครองชีพ บวกกับสุขภาพจิตและเวลาพักผ่อนที่คุณได้คืนมา ตีมูลค่าแล้วคุ้มกว่าเงินเดือน 4,000 บาทที่ต้องเอาไปจ่ายภาษีบุคคลธรรมดาเพิ่มเสียอีก


สำหรับ HR การอนุมัติวัน WFH ทำได้ง่ายกว่าการไปขออนุมัติงบเงินเดือนเพิ่มหลายเท่าตัวครับ


3. ของบ "พัฒนาทักษะและใบรับรองวิชาชีพ" (Upskilling Budget)


องค์กรขนาดใหญ่จะมีงบประมาณก้อนหนึ่งที่เรียกว่า Training & Development Budget ซึ่งแยกกระเป๋ากับงบเงินเดือน และมักจะใช้ไม่หมดในแต่ละปี


ใช้โอกาสนี้ขอสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้:


  • คอร์สอบรมเฉพาะทางระดับสูง, ค่าสอบใบรับรองวิชาชีพระดับสากล (เช่น PMP, CFA, AWS, หรือ Google Cloud Certification)

  • โควตาสนับสนุนการไปร่วมงานสัมมนาระดับนานาชาติ


ใบเซอร์หรือทักษะระดับสูงเหล่านี้ ค่าใช้จ่ายหลักสูตรหนึ่งตกอยู่ที่ 50,000 – 100,000 บาท หากคุณเจรจาให้บริษัทเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ นอกจากคุณจะได้พัฒนาตัวเองฟรีๆ แล้ว สิ่งนี้จะติดตัวคุณไปตลอดชีวิต และกลายเป็นสปริงบอร์ดให้คุณกระโดดไปสู่ฐานเงินเดือนที่สูงขึ้นในอนาคต


สิ่งที่พี่อยากให้ลองทำคืนนี้ (Action Item)


หากคุณกำลังอยู่ในช่วงรอ Offer หรืองานใหม่ ลองเขียน "รายการความสุขในการทำงานที่คุณให้คุณค่า" ออกมา 3 ข้อ นอกเหนือจากตัวเลขเงินเดือน (เช่น เวลาอยู่กับลูก, การได้เรียนรู้คอร์สแพงๆ, หรือการไม่ต้องตื่นตีห้าฝ่ารถติด)


ประเมินมูลค่าสิ่งเหล่านั้นออกมาเป็นตัวเลขในใจ แล้วจำไว้ว่า การเจรจาผลตอบแทนที่ดีที่สุด ไม่ใช่การเอาชนะด้วยตัวเลขสูงสุด แต่คือการได้ "แพ็กเกจชีวิตที่ทำให้คุณตื่นมาทำงานได้อย่างมีความสุขและยั่งยืนที่สุด" ครับ

แชร์บทความนี้: