กลัวคนจับได้ว่าไม่เก่งจริง: 3 วิธีสยบ "Imposter Syndrome" ไม่ให้หมดไฟ จากใจ HR Enterprise 20 ปี

1 พ.ย. 25690

กลัวคนจับได้ว่าไม่เก่งจริง: 3 วิธีสยบ "Imposter Syndrome" ไม่ให้หมดไฟ จากใจ HR Enterprise 20 ปี

วันที่คุณได้รับอีเมลแจ้งข่าวดีเรื่องการโปรโมตเลื่อนตำแหน่ง หรือวันที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นหัวหน้าโปรเจกต์ระดับสิบล้าน... คนรอบข้างต่างเข้ามาร่วมยินดี ปรบมือ ชื่นชมว่าคุณเก่งกาจและคู่ควร

แต่วินาทีที่คุณเดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงาน เสียงกระซิบเล็กๆ ในหัวกลับเริ่มแผดเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ: "เราเก่งจริงเหรอวะ? ที่ได้มานี่ฟลุกหรือเปล่า? ถ้าวันหนึ่งคนอื่นหรือผู้บริหารจับได้ว่าเราไม่ได้ฉลาดขนาดนั้น เราจะทำยังไง?"

ความรู้สึกหลอนว่าตัวเองเป็น "คนหลอกลวง (Imposter Syndrome)" เป็นสิ่งที่พี่เห็นบ่อยจนแทบจะเป็นเรื่องปกติของคนทำงานในองค์กร Enterprise เลยครับ

ตลอด 20 ปีในสายงาน HR คนที่เดินเข้ามาปิดประตูร้องไห้ในห้องพี่บ่อยที่สุด ไม่ใช่คนทำงานแย่ แต่คือ "Top Performer, ผู้จัดการดาวรุ่ง และคนที่เพิ่งได้เลื่อนขั้น" ยิ่งเป็นคนเก่งและมีความรับผิดชอบสูงเท่าไหร่ ปีศาจแห่งความสงสัยในตัวเองจะยิ่งกัดกินหนักขึ้นเท่านั้น

และผลลัพธ์ที่ตามมาคือ คุณจะเริ่มทำงานหนักแบบบ้าคลั่ง ตรวจเช็กงานซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนดึกดื่น ไม่กล้าปฏิเสธใคร และไม่กล้าพักผ่อน เพราะกลัวความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวจะมาทำลายภาพลักษณ์ของคุณ... จนสุดท้ายร่างกายและจิตใจก็พังทลาย (Burnout) ไปตามระเบียบ

ถ้าคุณกำลังติดอยู่ในวังวนนี้ พี่อยากกอดไหล่แล้วชวนมาปลดล็อกด้วย 3 สเต็ปแห่งความจริงนี้ครับ

1. แยก "ข้อเท็จจริง (Facts)" ออกจาก "ความรู้สึก (Feelings)" ด้วยแฟ้มผลงาน

สมองของมนุษย์ชอบหลอกตัวเองครับ เมื่อไหร่ที่ความเครียดเข้าครอบงำ สมองจะขยายความผิดพลาดเล็กๆ ให้ใหญ่โต และปัดความสำเร็จทั้งหมดทิ้งไปว่าเป็นแค่ "โชคช่วย"

วิธีแก้ทางที่ได้ผลที่สุด:

  • สร้างโฟลเดอร์ลับในคอมพิวเตอร์ของคุณขึ้นมา ตั้งชื่อว่า "Brag Sheet / Fact File"

  • ทุกครั้งที่ลูกค้าส่งอีเมลมาชื่นชม, ตัวเลขยอดขายทะลุเป้า, ได้รับคำชมจากหัวหน้า, หรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าสำเร็จ ให้แคปหน้าจอเก็บไว้ทันที

  • บันทึกเฉพาะตัวเลขและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เช่น "ช่วยปิดดีลลูกค้า A มูลค่า 3 ล้านบาท" หรือ "ปรับปรุงระบบเบิกจ่ายลดเวลาไป 4 ชั่วโมง"

เมื่อไหร่ที่เสียงในหัวเริ่มบอกว่า "แกมันไม่ได้เรื่อง" ให้เปิดแฟ้มนี้ขึ้นมาอ่านทันที ให้ตัวเลขเชิงประจักษ์เป็นคนตบหน้าความกังวลนั้นซะ เพราะตัวเลขไม่เคยโกหกใคร

2. เลิกคิดว่าคนอื่นรู้ทุกเรื่อง (ความจริงคือทุกคนกำลังเรียนรู้หน้างานเหมือนกัน)

หลายคนมองผู้บริหารระดับสูง ผู้จัดการ หรือคนที่นั่งโต๊ะข้างๆ แล้วรู้สึกว่า "ทำไมเขาดูมั่นใจจัง เขาคงรู้ทุกเรื่องและไม่มีวันทำพลาดแบบเรา"

พี่จะบอกความลับของห้องประชุมบอร์ดบริหารให้ฟังนะ: "ไม่มีใครรู้คำตอบ 100% ตั้งแต่แรกหรอกครับ แม้กระทั่งระดับ C-Level หรือกรรมการผู้จัดการ!"

ในโลกธุรกิจที่หมุนเร็ว ทุกคนกำลังตัดสินใจบนข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์กันทั้งนั้น ความแตกต่างระหว่างคนที่เป็นผู้ใหญ่กับคนที่หมดไฟ คือ:

  • คนที่เป็นมืออาชีพ ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง แต่เขามี ความกล้าที่จะยอมรับว่า 'เรื่องนี้ผมยังไม่รู้ แต่ผมจะไปหาคำตอบมาให้เร็วที่สุด'

  • หยุดเปรียบเทียบ "เบื้องหลังที่สับสนของคุณ" กับ "ฉากหน้าที่ดูสมบูรณ์แบบของคนอื่น" ได้แล้วครับ

3. เปลี่ยนจากเป้าหมาย "ฉันต้องเพอร์เฟกต์" เป็น "ฉันมาเพื่อเรียนรู้ (Growth Focus)"

ความกดดันที่ทำให้เกิด Imposter Syndrome มาจากความคิดที่ว่า "ฉันถูกจ้างมาในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นฉันห้ามผิดพลาดแม้แต่เซนติเมตรเดียว"

ลองเปลี่ยนสวิตช์ในหัวใหม่:

  • คุณไม่ได้ถูกจ้างมาเพราะคุณสมบูรณ์แบบ แต่คุณได้รับโอกาสนี้เพราะ "คุณมีความสามารถที่จะเติบโตไปพร้อมกับบทบาทนี้ได้"

  • เมื่อทำอะไรผิดพลาด อย่าด่าทอตัวเองว่า "เห็นไหม ฉันมันตัวปลอม" แต่ให้ถามตัวเองว่า "จากเหตุการณ์นี้ มีจุดไหนที่เราได้เรียนรู้ และจะอุดรอยรั่วนี้ในครั้งถัดไปอย่างไร?"

ความผิดพลาดไม่ได้แปลว่าคุณไร้ค่า มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของกระบวนการอัปเกรดตัวเองเท่านั้นเอง

สิ่งที่พี่อยากให้ลองทำคืนนี้ (Action Item)

ก่อนจะปิดไฟนอนคืนนี้ หยิบกระดาษขึ้นมา 1 แผ่น แล้วเขียน "3 ผลงานหรือสิ่งที่คุณทำสำเร็จด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองในปีนี้" ลงไป

อ่านมันออกเสียงเบาๆ แล้วบอกตัวเองด้วยความจริงใจว่า: "เรามาอยู่ตรงจุดนี้ได้ เพราะความพยายามและฝีมือของเรา ไม่ใช่เพราะฟลุก"

เชื่อมั่นในตัวเองหน่อยครับ เพราะในสายตาของคนที่เลือกคุณเข้ามา... คุณคู่ควรกับที่ตรงนี้ตั้งแต่วันแรกแล้วครับ

แชร์บทความนี้: