งบอบรมหลักล้านแต่ผลงานเหมือนเดิม: 4 คำถามวัด ROI ของคน ก่อนอนุมัติคอร์สสัมมนาครั้งถัดไป

7 พ.ย. 25690

งบอบรมหลักล้านแต่ผลงานเหมือนเดิม: 4 คำถามวัด ROI ของคน ก่อนอนุมัติคอร์สสัมมนาครั้งถัดไป

ภาพถ่ายรวมของผู้บริหารและพนักงานที่ยืนยิ้มกว้างพร้อมชูประกาศนียบัตรในห้องจัดเลี้ยงโรงแรมหรู ปรากฏหราบนหน้าฟีดโซเชียลมีเดียขององค์กร ใบประเมินความพึงพอใจหลังการอบรม (Happy Sheet) กวาดคะแนนเฉลี่ย 4.8 เต็ม 5 พนักงานชมว่าวิทยากรเล่าสนุก อาหารกลางวันอร่อย และกิจกรรมกลุ่มสร้างแรงบันดาลใจได้ดีเยี่ยม

แต่เมื่อทุกคนกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานในเช้าวันจันทร์ กระบวนการทำงานเดิมที่ติดขัด เอกสารอนุมัติที่ล่าช้า และสไตล์การบริหารที่ไร้ทิศทาง ยังคงดำเนินไปเหมือนเดิมทุกประการ งบประมาณหลักแสนหรือหลักล้านที่จ่ายไป ละลายกลายเป็นเพียงพิธีกรรมทางธุรกิจและชั่วโมงบันทึกเพื่อขอลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลตามเกณฑ์ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

การส่งคนไปนั่งเรียนไม่ได้สร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI ของคน) เสมอไป ก่อนที่ฝ่ายบริหารจะจรดปากกาอนุมัติงบอบรมในแผนกใด มีคำถามชี้ขาด 4 ข้อที่ต้องตอบให้แตก

คำถามที่ 1: ปัญหาที่อยากแก้ เกิดจากการ "ขาดทักษะ" หรือเกิดจาก "โครงสร้างอำนาจไม่อนุญาตให้ทำ"?

นี่คือจุดตกม้าตายที่พบบ่อยที่สุดของแผนพัฒนาบุคคล (L&D)

องค์กรจำนวนมากเห็นว่างานส่งมอบช้าหรือยอดขายนิ่ง ก็รีบจัดคอร์ส Design Thinking, Agile Mindset หรือ Data-Driven Decision Making ให้พนักงานทันที แต่พนักงานกลับมาแล้วทำอะไรไม่ได้ เพราะอำนาจการตัดสินใจยังรวมศูนย์อยู่ที่โต๊ะผู้บริหารเพียงคนเดียว การจะเปลี่ยนฟอร์แมตเอกสารหนึ่งหน้ายังต้องรอเซ็นอนุมัติสามชั้น

ถ้าพนักงานมีความรู้ แต่ระบบไม่อนุญาตให้ทดลองทำ การส่งไปอบรมก็ไม่ต่างอะไรกับการเติมน้ำลงในท่อที่ถูกปิดวาล์วไว้ การแก้ปัญหาต้องเริ่มจากการกระจายอำนาจหน้างาน ไม่ใช่การซื้อคอร์สสัมมนา

คำถามที่ 2: มีพื้นที่ให้ "ปล่อยของจริง" ภายใน 30 วันหลังเรียนจบหรือไม่?

ทักษะใหม่เป็นสิ่งที่มีอายุขัยสั้นมาก หากเรียนจบแล้วไม่ได้ลงมือปฏิบัติจริงภายในสองถึงสี่สัปดาห์ สมองของมนุษย์จะลืมเนื้อหากว่า 80% และกลับไปใช้ความคุ้นชินเดิมในการทำงาน

ก่อนส่งพนักงานไปอบรม ต้องกำหนดให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนเริ่มคอร์ส:

  • พนักงานจะได้เข้าไปจับโปรเจกต์ใดที่ต้องใช้ทักษะนี้โดยตรง

  • มีการจัดสรรเวลาทำงาน (Protected Time) สัปดาห์ละกี่ชั่วโมงเพื่อให้เขาทดลองใช้เครื่องมือใหม่โดยไม่ถูกดึงตัวไปทำงานหน้างานแบบ Firefighting

หากส่งไปเรียน 3 วันเต็ม แต่พอกลับมาถึงโต๊ะกลับถูกถมด้วยงานด่วนกองโตจนไม่มีเวลาแตะต้องสิ่งที่เรียนมา เงินค่าลงทะเบียนนั้นถือเป็นการทิ้งขว้างโดยสมบูรณ์

คำถามที่ 3: หัวหน้างานตรง พร้อมสนับสนุนหรือคือคนแรกที่บอกว่า "กลับไปทำแบบเดิม"?

ตัวการสำคัญที่ทำลายผลลัพธ์ของการอบรม ไม่ใช่ตัวพนักงาน แต่คือหัวหน้างานที่ไม่ได้ไปเรียนด้วย

เมื่อพนักงานไฟแรงกลับมาพร้อมข้อเสนอปรับปรุงระบบ แต่หัวหน้ากลับพูดดักคอว่า "ทฤษฎีในห้องเรียนใช้กับงานจริงไม่ได้หรอก ทำตามขั้นตอนเดิมต่อไปเถอะ จะได้ไม่มีปัญหา" ความกระตือรือร้นจะดับวูบลงทันที

หากต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หัวหน้างานต้องมีส่วนร่วมในการออกแบบโจทย์ และต้องถูกวัดผลร่วมกันว่าหลังลูกทีมไปอบรมกลับมา หัวหน้าได้เปิดโอกาสให้ลูกน้องปรับปรุงขั้นตอนการทำงานอะไรบ้างอย่างน้อยหนึ่งอย่าง

คำถามที่ 4: ตัวชี้วัดของคอร์สนี้ ผูกกับผลลัพธ์ทางธุรกิจข้อไหน?

เลิกวัดผลสำเร็จของการฝึกอบรมด้วย "จำนวนชั่วโมงที่พนักงานเข้าเรียน" หรือ "คะแนนความพึงพอใจต่อวิทยากร"

การวัดผลเชิงกลยุทธ์ต้องผูกกับ Business Metric ที่จับต้องได้:

  • การอบรมเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูล ต้องตอบได้ว่าช่วยลดเวลาทำรายงานประจำสัปดาห์ลงกี่ชั่วโมง

  • การอบรมทักษะการเจรจาต่อรอง ต้องวัดว่าอัตราการปิดยอดขายของทีมขยับขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสถัดไป

  • การอบรมภาวะผู้นำ ต้องดูว่าอัตราการลาออกของคนในทีมย่อยนั้นลดลงหรือไม่

ถ้าไม่สามารถเชื่อมโยงคอร์สเรียนเข้ากับผลลัพธ์ของธุรกิจได้ คอร์สนั้นก็เป็นเพียงกิจกรรมสันทนาการที่ใช้งบประมาณเกินจำเป็น

งานที่ HR และผู้บริหารต้องเริ่มทำในสัปดาห์นี้

  1. ยกเลิกแบบประเมินความพึงพอใจแบบเดิม (Happy Sheet): เปลี่ยนมาประเมินที่ 30 วัน และ 60 วันหลังอบรม โดยถามคำถามเดียว: "พนักงานได้นำเครื่องมือหรือทักษะใดมาปรับใช้ในงานจริงแล้วบ้าง และเกิดผลลัพธ์อะไร"

  2. ตั้งกฎ Action Project สำหรับทุกหลักสูตรที่มีค่าใช้จ่ายสูง: ผู้เข้าอบรมต้องจับคู่กับหัวหน้างานเพื่อส่งมอบชิ้นงานทดลอง 1 ชิ้นภายใน 30 วันหลังเรียนจบ เพื่อเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาอนุมัติงบอบรมในครั้งต่อไป

การพัฒนาคนไม่ได้วัดกันที่จำนวนใบประกาศนียบัตรที่แขวนอยู่บนผนัง แต่วัดกันที่พฤติกรรมหน้างานที่เปลี่ยนไปในชีวิตจริง

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: