ถูกเรียกระดมพลฝึกทหารกองหนุน: กฎหมายให้สิทธิลาได้ 60 วัน ได้เงินเดือนเต็ม ม. 35, 58
8 พ.ย. 25690
จดหมายตราครุฑส่งตรงถึงบ้านเปิดซองออกมาพบว่าเป็น "หมายเรียกพลเพื่อฝึกวิชาทหาร" ในฐานะทหารกองหนุน เป็นเวลา 15 วันหรือ 30 วัน การปฏิบัติตามหมายเรียกถือเป็นหน้าที่ตามกฎหมายความมั่นคงของชาติ แต่เมื่อนำหมายเรียกไปยื่นต่อฝ่ายบุคคลหรือหัวหน้างาน คำตอบที่ได้รับกลับทำให้คนทำงานต้องเหงื่อตก เช่น "บริษัทไม่มีนโยบายให้ลาไปฝึกทหาร ถ้าจะไปต้องใช้วันลาพักร้อนหรือลากิจส่วนตัวแทน ถ้าวันลาหมดก็ต้องลาแบบไม่รับเงินเดือน" หรือหัวหน้าบางคนขู่ว่า "ถ้าหายไปเป็นเดือนช่วงงานด่วนแบบนี้ กลับมาอาจไม่มีเก้าอี้ให้นั่งแล้วนะ" คำถามสำคัญคือ ตามกฎหมายแรงงานไทย ลูกจ้างมีสิทธิลาไปฝึกทหารได้กี่วัน และบริษัทมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินเดือนหรือไม่?
(ตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย ไม่ใช่เหตุการณ์จริง)
ท็อป ทำงานเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งมา 2 ปี ได้รับหมายเรียกพลเพื่อฝึกวิชาทหารกองหนุนเป็นเวลา 20 วัน ท็อปนำหมายเรียกไปแจ้งฝ่ายบุคคลล่วงหน้า 1 เดือน แต่ฝ่ายบุคคลแจ้งว่า บริษัทอนุมัติให้ลาได้เพียง 5 วันตามโควตาลากิจ ส่วนวันที่เหลืออีก 15 วันจะถือเป็นการลาโดยไม่รับค่าจ้าง (Leave without pay) และจะถูกตัดเบี้ยขยันประจำปี ท็อปต้องสูญเสียรายได้ไปเกือบครึ่งเดือน ทั้งที่เป็นการไปทำหน้าที่ตามกฎหมายของประเทศ
ในความเป็นจริง กฎหมายคุ้มครองแรงงานไทยได้วางหลักเกณฑ์คุ้มครองลูกจ้างที่ต้องไปทำหน้าที่ทหารไว้อย่างชัดแจ้งและเด็ดขาดมาก:
สิทธิลาตามกฎหมายแยกต่างหาก: ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 35 บัญญัติว่า "ให้ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อรับราชการทหารในการเรียกพลเพื่อตรวจสอบ เพื่อฝึกวิชาทหาร หรือเพื่อทดสอบความพรั่งพร้อม ตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร" สิทธินี้เป็นสิทธิเฉพาะตัวตามกฎหมายแรงงาน นายจ้างไม่มีอำนาจบังคับให้นำวันลาพักร้อนหรือวันลากิจมาหักล้างเด็ดขาด
ได้รับค่าจ้างเต็ม สูงสุด 60 วันต่อปี: ตามมาตรา 58 บัญญัติอย่างชัดเจนว่า "ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในวันลาเพื่อรับราชการทหารตามมาตรา 35 เท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ปีหนึ่งต้องไม่เกินหกสิบวัน" นั่นหมายความว่า หากหมายเรียกพลกำหนดให้ไปฝึก 15 วัน 30 วัน หรือ 45 วัน นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินเดือนเต็มจำนวนตามปกติทุกประการ ห้ามหักเงินเดือนเด็ดขาด
ห้ามตัดสิทธิประโยชน์และห้ามเลิกจ้าง: การไปรับราชการทหารตามหมายเรียกเป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย นายจ้างจะนำเหตุดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างตัดเบี้ยขยันหรือลดโบนัสไม่ได้ และหากนายจ้างเลิกจ้างเพราะเหตุไปฝึกทหาร จะถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หากนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ตามมาตรา 9 (ควรตรวจสอบคำพิพากษาต้นฉบับ)
แนวทางรับมือและปกป้องสิทธิเมื่อได้รับหมายเรียกพล
แจ้งฝ่ายบุคคลล่วงหน้าพร้อมหลักฐาน: ทันทีที่ได้รับหมายเรียก ให้ทำสำเนาหมายเรียกพลแนบไปพร้อมใบลาเพื่อรับราชการทหารตามมาตรา 35 ให้ฝ่ายบุคคลทราบล่วงหน้า
ขอหนังสือรับรองการฝึกทหาร: เมื่อเสร็จสิ้นการฝึก ให้ขอหนังสือรับรองเวลาการเข้ารับการฝึกจากหน่วยทหาร เพื่อนำมาเป็นหลักฐานยืนยันวันปฏิบัติหน้าที่จริงต่อบริษัท
ทักท้วงทันทีหากถูกหักเงินเดือน: หากบริษัทไม่จ่ายค่าจ้าง ให้ทำหนังสือทักท้วงโดยอ้างอิงมาตรา 35 และมาตรา 58 อย่างสุภาพ
ปรึกษาพนักงานตรวจแรงงาน: หากบริษัทยังยืนกรานตัดเงินเดือน หรือข่มขู่เลิกจ้าง สามารถยื่นคำร้องต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่เพื่อรับความเป็นธรรม
การทำหน้าที่เพื่อความมั่นคงของชาติไม่ควรกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้คนทำงานต้องสูญเสียรายได้ กฎหมายคุ้มครองแรงงานได้วางเกราะป้องกันไว้แล้ว ถึงเวลาที่องค์กรต้องเคารพกฎหมายและสนับสนุนคนทำงานอย่างถูกต้อง
แหล่งอ้างอิง
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 (ดอกเบี้ยผิดนัดไม่จ่ายเงินตามกฎหมาย)
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 35 (สิทธิลาเพื่อรับราชการทหาร)
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 58 (สิทธิได้รับค่าจ้างในวันลาเพื่อรับราชการทหาร 60 วัน)
พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 และพระราชบัญญัติกำลังพลสำรอง พ.ศ. 2558
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน