ทำงานสัมผัสสารเคมีหรือที่อับอากาศ สั่งลุยวันละ 8-10 ชั่วโมง: ผิดกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 23 วรรคสอง หรือไม่?
5 พ.ย. 25690
กลิ่นไอระเหยของสารเคมี เสียงเครื่องจักรดังกึกก้อง หรือสภาพแวดล้อมที่ร้อนจัดและอับอากาศ คือบรรยากาศการทำงานจริงของแรงงานภาคอุตสาหกรรม แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ หลายแห่งยังกำหนดเวลาทำงานให้ลูกจ้างกลุ่มนี้วันละ 8 ถึง 10 ชั่วโมงเหมือนงานทั่วไป มิหนำซ้ำยังสั่งให้ทำโอทีต่อในพื้นที่เสี่ยงอันตราย จนคนทำงานเริ่มมีอาการเวียนศีรษะ แน่นหน้าอก หรือร่างกายสะสมสารพิษจนป่วยเรื้อรัง คำถามสำคัญคือ กฎหมายแรงงานยอมให้นายจ้างสั่งทำงานในสภาพแวดล้อมอันตรายยาวนานเท่ากับงานทั่วไปได้จริงหรือ และมีบทบัญญัติคุ้มครองสุขภาพของเราไว้อย่างไร
คำตอบทางกฎหมายที่ชัดเจนคือ กฎหมายได้กำหนดเพดานเวลาทำงานของ "งานอันตราย" ไว้น้อยกว่างานทั่วไป โดย พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 23 วรรคสอง ได้บัญญัติว่า "งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ให้นายจ้างกำหนดเวลาทำงานปกติไม่เกินวันละเจ็ดชั่วโมง และเมื่อรวมกันแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกินสี่สิบสองชั่วโมง"
สาระสำคัญของความคุ้มครองแรงงานในงานอันตรายมี 3 มิติหลัก:
ประการแรก ขอบเขตของงานอันตรายตามกฎกระทรวง: ตาม กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2541) ระบุประเภทงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น 1) งานใต้ดิน ใต้น้ำ หรือที่อับอากาศ 2) งานเกี่ยวกับสารกัมมันตรังสี 3) งานเชื่อมโลหะในที่อับอากาศ 4) งานผลิตหรือขนส่งสารเคมีอันตราย 5) งานที่ใช้เครื่องมือสั่นสะเทือนต่อเนื่อง และ 6) งานสัมผัสความร้อนจัดหรือเย็นจัด หากลักษณะงานตรงกับข้อใดข้อหนึ่ง เวลาทำงานปกติต้องลดลงเหลือ "ไม่เกินวันละ 7 ชั่วโมง และสัปดาห์ละไม่เกิน 42 ชั่วโมง" ทันที
ประการที่สอง ข้อห้ามทำโอทีเด็ดขาดตามมาตรา 31: สิ่งที่นายจ้างจำนวนมากฝ่าฝืนคือสั่งให้ทำล่วงเวลาในงานอันตราย ซึ่งตาม มาตรา 31 บัญญัติข้อห้ามว่า "ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลา หรือทำงานในวันหยุด ในงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยตามมาตรา 23 วรรคสอง" หมายความว่า นายจ้างไม่มีสิทธิสั่งทำโอทีในพื้นที่เสี่ยงอันตราย แม้ลูกจ้างจะยินยอมก็ตาม เพราะกฎหมายมุ่งปกป้องไม่ให้ร่างกายสะสมความเสี่ยงเกินขีดจำกัด
ประการที่สาม บทลงโทษทางอาญาของนายจ้าง: หากนายจ้างบังคับทำงานอันตรายเกินวันละ 7 ชั่วโมง หรือสั่งทำโอทีในงานอันตราย ถือเป็นความผิดทางอาญาตาม มาตรา 144 มีโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ยังมีความผิดตาม พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554
ตัวอย่างกรณีศึกษา
(ตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย ไม่ใช่เหตุการณ์จริง)
สมชาย ทำงานเป็นช่างผสมสารเคมีในโรงงานผลิตสี สัมผัสไอระเหยตลอดเวลา นายจ้างกำหนดให้ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง และบังคับทำโอทีต่อวันละ 2 ชั่วโมง รวมเป็น 10 ชั่วโมง สมชายเริ่มแน่นหน้าอกและผลตรวจเลือดพบสารเคมีเกินมาตรฐาน สมชายจึงร้องเรียนต่อพนักงานตรวจความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าเป็นงานอันตรายตามกฎกระทรวง จึงสั่งให้นายจ้างลดเวลาทำงานปกติเหลือไม่เกินวันละ 7 ชั่วโมง และสั่งห้ามทำโอทีในแผนกผสมสารเคมีเด็ดขาด พร้อมดำเนินคดีอาญาต่อนายจ้างตามมาตรา 144 ทันที (ควรตรวจสอบคำพิพากษาต้นฉบับ)
แนวทางรับมือ 4 ขั้นตอนเมื่อถูกสั่งทำงานอันตรายเกินเวลา
หากกำลังทำงานในพื้นที่เสี่ยงอันตรายและถูกสั่งทำงานเกินเวลา มีแนวทางรับมือ 4 ขั้นตอน:
ตรวจสอบลักษณะงาน: ดูว่างานที่ทำเกี่ยวข้องกับสารเคมี รังสี ความร้อน หรือที่อับอากาศตามกฎกระทรวงหรือไม่
บันทึกชั่วโมงทำงานและอาการสุขภาพ: บันทึกเวลาเข้าออกงาน และเก็บผลตรวจสุขภาพประจำปีที่มีค่าผิดปกติไว้เป็นหลักฐาน
ปรึกษาเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.): แจ้งเจ้าหน้าที่ จป. ในโรงงานถึงข้อกำหนดตามมาตรา 23 วรรคสอง และมาตรา 31
ร้องเรียนต่อพนักงานตรวจความปลอดภัย: หากนายจ้างยังสั่งทำงานเกิน 7 ชั่วโมงหรือบังคับทำโอที สามารถแจ้งสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือโทรสายด่วน 1506
เงินค่าจ้างไม่อาจชดเชยสุขภาพที่สูญเสียไป เพดานเวลาทำงาน 7 ชั่วโมงในงานอันตรายคือกำแพงความปลอดภัยขั้นพื้นฐานที่กฎหมายสร้างขึ้นเพื่อปกป้องชีวิตของคนทำงาน
แหล่งอ้างอิง
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 23 วรรคสอง, มาตรา 31 และมาตรา 144
กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน (แนวปฏิบัติว่าด้วยเวลาทำงานในงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ)