ลาออกแล้วยังได้ค่าคอมมิชชันไหม? ส่องข้อกฎหมายเมื่อนายจ้างแอบดึงเรื่องเบี้ยวค่าคอมฯ เซลส์
4 พ.ย. 25690
"ปิดดีลลูกค้าเจ้าใหญ่ส่งมอบงานเรียบร้อย ยอดขายทะลุเป้า ลูกค้าจ่ายเงินเข้าบริษัทครบทุกบาท แต่พอสิ้นเดือนยื่นใบลาออกไปเริ่มงานใหม่ ฝ่ายบุคคลกลับแจ้งว่า ตามระเบียบภายใน 'พนักงานที่พ้นสภาพไปแล้วจะไม่มีสิทธิได้รับค่าคอมมิชชันที่ค้างจ่าย' ค่าเหนื่อยที่วิ่งเต้นมาหลายเดือนกลายเป็นศูนย์ดื้อๆ แบบนี้ถูกกฎหมายจริงหรือ?"
เสียงตัดพ้อจากพนักงานขาย (Sales) และทีมพัฒนาธุรกิจเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเข้าใจผิดว่า "ลาออกแล้วต้องยอมทิ้งค่าคอมฯ" ทำให้คนทำงานสายเซลส์สูญเสียเงินที่ควรได้รับไปมหาศาล คำถามสำคัญคือ กฎหมายแรงงานไทยมอง "ค่าคอมมิชชัน" อย่างไร และข้อบังคับบริษัทที่สั่งตัดสิทธิคนลาออก มีผลบังคับใช้ได้จริงหรือไม่?
ค่าคอมมิชชันคือ "ค่าจ้าง" ตามมาตรา 5
ประเด็นแรกที่คนทำงานและนายจ้างมักเข้าใจคลาดเคลื่อน คือการคิดว่าค่าคอมมิชชันเป็นเพียง "เงินรางวัลพิเศษตามความพอใจของบริษัท"
แต่ในทางกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 บัญญัตินิยามคำว่า "ค่าจ้าง" ไว้อย่างชัดเจนว่า หมายถึงเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงาน และ "ให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างโดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ด้วย"
ศาลฎีกาและศาลแรงงานเคยวางบรรทัดฐานว่า เงินเปอร์เซ็นต์หรือค่าคอมมิชชันที่คำนวณจากยอดขาย ถือเป็น "ค่าจ้าง" ตามกฎหมายแรงงาน เมื่อเป็นค่าจ้าง นายจ้างมีหน้าที่ตามมาตรา 70 ที่ต้องจ่ายให้ถูกต้อง และตามมาตรา 76 ห้ามนายจ้างหักหรือยึดค่าจ้างไว้เด็ดขาด
ข้อบังคับบริษัทที่เขียนว่า "ลาออกแล้วตัดสิทธิค่าคอมฯ" ตกเป็นโมฆะ!
หลายบริษัทพยายามตัดตอนด้วยการเขียนระเบียบภายในว่า "พนักงานที่ลาออกหรือพ้นสภาพก่อนวันจ่ายเงิน ให้ถือว่าสละสิทธิการรับค่าคอมมิชชัน"
ศาลฎีกาเคยวางหลักการว่า สิทธิในการรับค่าคอมมิชชันเกิดขึ้นทันทีที่ลูกจ้างทำยอดขายสำเร็จในระหว่างที่ยังมีสัญญาจ้างแรงงานอยู่ การที่นายจ้างเขียนข้อบังคับตัดสิทธิค่าจ้างที่ทำงานสำเร็จไปแล้ว ถือเป็นข้อตกลงที่ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ข้อบังคับดังกล่าวจึงตกเป็น "โมฆะ" ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 นายจ้างจะนำมาอ้างเพื่อเบี้ยวเงินไม่ได้เด็ดขาด (ควรตรวจสอบคำพิพากษาต้นฉบับ)
หากลูกค้ารอจ่ายตามเครดิตเทอม จะได้เงินเมื่อไหร่?
หากเงื่อนไขการขายระบุว่า ค่าคอมมิชชันจะจ่ายเมื่อ "ลูกค้าชำระเงินครบถ้วน" และในวันที่ลูกจ้างลาออก ลูกค้ายังอยู่ในช่วงเครดิตเทอม เมื่อลูกค้าชำระเงินเรียบร้อย นายจ้างมีหน้าที่ต้องโอนเงินค่าคอมมิชชันตามรอบการจ่ายเงินจริงให้แก่อดีตพนักงาน หากจงใจบ่ายเบี่ยง ลูกจ้างมีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปีตามมาตรา 9
เคสตัวอย่างจำลอง
(ตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย ไม่ใช่เหตุการณ์จริง)
แพร ทำงานเป็นพนักงานขาย ปิดยอดขายเครื่องมือแพทย์มูลค่า 2,000,000 บาท ตามระเบียบจะได้รับค่าคอมมิชชัน 3% เป็นเงิน 60,000 บาท ลูกค้าชำระเงินครบในเดือนกันยายน ต่อมาในเดือนตุลาคม แพรยื่นใบลาออกล่วงหน้า 30 วัน แต่เมื่อถึงรอบจ่ายเงินในเดือนพฤศจิกายน ฝ่ายบุคคลกลับไม่โอนเงินให้แพร อ้างข้อบังคับว่าคนลาออกไม่มีสิทธิรับเงิน
แพรนำหลักฐานใบสั่งซื้อและเอกสารส่งมอบงานไปร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงาน ผลการวินิจฉัยชี้ขาดว่า ค่าคอมมิชชันเป็นค่าจ้างตามผลงานตามมาตรา 5 และข้อบังคับตัดสิทธิตกเป็นโมฆะ นายจ้างจึงต้องจ่ายเงินค่าคอมมิชชัน 60,000 บาท คืนให้แพรพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี
ขั้นตอนเตรียมตัวและแนวทางรักษาสิทธิสำหรับเซลส์
รวบรวมเอกสารการขายทั้งหมด: บันทึกใบเสนอราคา ใบสั่งซื้อ (PO) และหลักฐานการชำระเงินของลูกค้า
ทำสรุปรายงานยอดขายค้างจ่าย: ส่งอีเมลสรุปยอดค่าคอมมิชชันที่พึงได้รับให้หัวหน้างานรับทราบก่อนวันทำงานวันสุดท้าย
ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน: หากพ้นกำหนดแล้วบริษัทนิ่งเฉย ให้ยื่นคำร้อง (คร.7) ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานทันที
ค่าคอมมิชชันไม่ใช่เงินเสน่หา แต่คือผลตอบแทนจากหยาดเหงื่อที่คุณสร้างรายได้ให้องค์กร อย่าปล่อยให้ระเบียบที่ไม่เป็นธรรมมาขโมยผลงานของคุณไป
แหล่งอ้างอิง
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (มาตรา 5, 9, 70, 76)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (มาตรา 150, 575)