ยิ่งใจดียิ่งโดนสุมงานจนหลังหัก: กับดักคนปฏิเสธไม่เป็นที่องค์กรสูบพลังจนเบิร์นเอาต์
8 พ.ย. 25690
หลายองค์กรคุ้นเคยกับภาพพนักงานที่ใครเดินมาขอให้ช่วยอะไรก็ตอบตกลงเสมอ งานด่วนเข้าตอนเย็นก็รับไปทำ วันหยุดมีไลน์ตามงานก็เปิดคอมพ์ตอบทันที ผู้นำมักมองคนกลุ่มนี้ว่าเป็น "คนมีน้ำใจ" หรือ "คนที่พึ่งพาได้เสมอ" ทว่าเบื้องหลังรอยยิ้มและการพยักหน้ารับคำขอ คือภาวะ Over-functioning ที่ผลักให้พนักงานแบกรับภาระเกินหน้าที่จนหลังแทบหัก
กลไกทางจิตวิทยาที่ทำให้คนดีตกเป็นเป้าหมาย
ในเชิงพฤติกรรมองค์กร บุคคลที่มีลักษณะ Agreeableness สูงมักให้คุณค่ากับความสัมพันธ์และความปรองดองในทีม พวกเขากลัวความขัดแย้ง รู้สึกผิดหากต้องพูดคำว่า "ไม่" ยิ่งอยู่ในโครงสร้างวัฒนธรรมการทำงานแบบไทยที่มีกรอบของ "ความเกรงใจ" และการยอมผู้อาวุโส ค่านิยมเหล่านี้กลับแปรสภาพเป็นเครื่องมือบีบให้พนักงานต้องกลืนความอึดอัดไว้คนเดียว เมื่อผู้จัดการเห็นว่าโยนงานให้ใครแล้วไม่เคยมีปัญหา งานร้อนและงานแก้ไขจึงไหลไปกองอยู่ที่โต๊ะตัวเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
การลงโทษคนทำงานเก่งด้วยงานที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ปรากฏการณ์นี้คือ Performance Punishment ในรูปแบบที่แนบเนียนที่สุด คนที่ปฏิเสธงานเก่งหรือทำงานช้ากลับได้รับภาระน้อยลง ขณะที่คนทำงานเร็วและมีน้ำใจต้องรับงานแทนเพื่อนร่วมทีม สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่ความเหนื่อยล้าทางกาย แต่เป็นความคับแค้นใจที่กัดกร่อนความผูกพันต่อองค์กรอย่างเงียบๆ พนักงานที่เคยมีพลังจะค่อยๆ ถอนตัวทางอารมณ์ และเลือกที่จะลาออกกะทันหันโดยไม่ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า ทิ้งช่องโหว่ขนาดใหญ่ไว้ให้ทีมที่ต้องรับมือกับความเสียหาย
บทเรียนด้านกฎหมายและการกำกับดูแลการทำงานเกินเวลา
หากมองผ่านมิติการคุ้มครองแรงงาน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 วางกรอบชัดเจนเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลาที่ต้องได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้าง และมีเพดานชั่วโมงทำงานรวมไม่เกินสัปดาห์ละ 36 ชั่วโมง แต่ในโลกแห่งความจริง ความยินยอมของพนักงานกลุ่มนี้มักเกิดขึ้นภายใต้แรงกดดันทางสังคมและความกลัวเสียประเมินผลงาน องค์กรที่ปล่อยให้เกิดการส่งต่องานนอกเวลางานโดยไม่มีระบบบันทึกเวลาจริง กำลังสะสมความเสี่ยงทางกฎหมายและสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นพิษต่อสุขภาวะพนักงาน
การสร้างระบบกระจายงานที่วัดผลด้วยข้อมูลไม่ใช่ความรู้สึก
ทางออกของการแก้ปัญหานี้ไม่ใช่การเดินไปบอกพนักงานให้ "หัดปฏิเสธให้เป็น" เพราะโครงสร้างอำนาจในที่ทำงานไม่ได้เปิดช่องให้ทำเช่นนั้นได้ง่ายดาย ฝ่ายบริหารและ HR ต้องเข้ามาจัดการระบบอย่างจริงจัง:
ติดตามปริมาณงานผ่าน People Analytics: เลิกประเมินความทุ่มเทจากการตอบข้อความเร็วหรือการนั่งทำงานดึก นำเครื่องมือติดตามโครงการมาวิเคราะห์การกระจายชั่วโมงทำงานและภาระงานจริงของสมาชิกทุกคน เพื่อตรวจจับว่ามีใครกำลังแบกรับโควตางานเกิน 120% ต่อเนื่องหลายสัปดาห์หรือไม่
2. กำหนดเกณฑ์และขั้นตอนการรับงานด่วนอย่างโปร่งใส: สร้างกระบวนการคัดกรองงานแทรกที่ชัดเจน หากมีงานด่วนเข้ามา หัวหน้าทีมต้องเป็นผู้จัดลำดับความสำคัญและตัดสินใจว่าต้องถอดงานใดออกไป ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้บริหารหรือแผนกอื่นเดินมาส่งงานให้พนักงานโดยตรงตามความสนิทสนม
3. สร้างพื้นที่ปลอดภัยในการสื่อสารขีดจำกัด: ฝึกอบรมระดับผู้จัดการให้เข้าใจความแตกต่างระหว่าง "การมีน้ำใจ" กับ "การเอารัดเอาเปรียบ" สนับสนุนให้ทีมพูดคุยเรื่องความจุของงานในการประชุมรายสัปดาห์อย่างเปิดเผย เพื่อให้การส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือเป็นเรื่องปกติของการทำงานแบบมืออาชีพ
องค์กรที่เข้มแข็งต้องไม่พึ่งพาความเสียสละของคนใจดีเพียงไม่กี่คน แต่ต้องขับเคลื่อนด้วยระบบการทำงานที่เคารพเวลาและศักยภาพของพนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน