ลากสังขารมาแพร่เชื้อแลกเบี้ยขยัน: ราคาที่องค์กรต้องจ่ายเมื่อไม่ไว้ใจให้คนป่วยได้พัก

8 พ.ย. 25690

ลากสังขารมาแพร่เชื้อแลกเบี้ยขยัน: ราคาที่องค์กรต้องจ่ายเมื่อไม่ไว้ใจให้คนป่วยได้พัก

เสียงไอแห้งๆ ดังขึ้นสลับกับเสียงสั่งน้ำมูกจากมุมห้องทำงานตั้งแต่ช่วงสาย พนักงานคนหนึ่งนั่งหน้าซีดเซียวอยู่หน้าจอ แขนข้างหนึ่งกดผ้าเย็นไว้ที่หน้าผาก บนโต๊ะมีซองยาลดไข้กับใบรับรองแพทย์แผ่นละสองร้อยบาทวางอยู่คู่กัน


เมื่อถูกถามว่าทำไมไม่นอนพักผ่อนอยู่ที่บ้าน คำตอบที่ได้ยินกลับเป็นความจำใจ "ถ้าหยุดวันนี้จะโดนตัดเบี้ยขยันทันที แล้วถ้าไม่มีใบรับรองแพทย์ตั้งแต่วันแรก บริษัทก็ถือว่าขาดงาน หักเงินเดือนอีก"


ภาพความทรมานนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหลายออฟฟิศ องค์กรจำนวนมากตั้งกฎเหล็กขึ้นมาด้วยความระแวงว่าลูกน้องจะแกล้งป่วยในวันจันทร์หรือวันศุกร์ จึงใช้มาตรการบีบให้ทุกคนต้องเดินทางไปหาหมอตั้งแต่วันแรกที่ป่วย หรือผูกเงินเบี้ยขยันก้อนเล็กๆ ไว้คอยลงโทษคนที่ร่างกายไม่ไหว


ผู้บริหารอาจคิดว่าวิธีนี้ช่วยลดอัตราการขาดงาน (Absenteeism) ได้ชะงัด ทว่าสิ่งที่แลกมากลับเป็นวิกฤตอีกแบบหนึ่งที่ทำลายองค์กรเงียบๆ นั่นคือภาวะมาทำงานแต่ไร้ประสิทธิภาพ หรือ Presenteeism

ต้นทุนแฝงของคนป่วยที่แพงกว่าการอนุญาตให้หยุดงาน

เมื่อคนที่มีไข้และไวรัสเต็มตัวต้องลากสังขารมานั่งที่โต๊ะทำงาน สิ่งแรกที่สูญเสียคือคุณภาพของงาน สมองที่ล้าและมีไข้ไม่สามารถคิดวิเคราะห์หรือตัดสินใจเรื่องซับซ้อนได้อย่างแม่นยำ งานที่ส่งมอบจึงเต็มไปด้วยข้อผิดพลาดที่ต้องตามแก้ย้อนหลัง


สิ่งที่เลวร้ายกว่านั้นคือเชื้อโรคไม่ได้หยุดอยู่แค่โต๊ะตัวเดียว เพียงไม่กี่วันต่อมา เพื่อนร่วมทีมอีกสามสี่คนที่นั่งข้างๆ เริ่มมีอาการป่วยตามกันเป็นทอดๆ การไม่ยอมให้คนหนึ่งคนหยุดพักหนึ่งวัน จึงกลายเป็นการทำให้ทีมทั้งทีมทำงานช้าลงไปตลอดทั้งสัปดาห์


ความไม่ไว้ใจของฝ่ายบริหารได้ผลักให้พนักงานเลือกรักษากฎระเบียบมากกว่ารักษาสุขภาพตนเอง การส่งข้อความไปหาหัวหน้าเพื่อขอลาป่วยกลายเป็นเรื่องน่าหวาดกลัว พนักงานรู้สึกผิดเหมือนกำลังก่ออาชญากรรม ทั้งที่การเจ็บป่วยคือเรื่องธรรมชาติของมนุษย์

ข้อกฎหมายแรงงานที่หลายบริษัทยังแกล้งลืม

ในแง่ของกฎหมายแรงงานไทย พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 32 ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง โดยการลาป่วยตั้งแต่สามวันทำงานขึ้นไป นายจ้างจึงอาจกำหนดให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองของแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งได้


การที่ระเบียบบริษัทหลายแห่งบังคับให้ต้องส่งใบรับรองแพทย์ตั้งแต่วันแรกที่ลาป่วย จึงเป็นการสร้างภาระเกินความจำเป็นและอาจขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เพราะอาการป่วยทั่วไป เช่น ท้องเสีย ปวดศีรษะไมเกรน หรือไข้หวัด สิ่งที่ร่างกายต้องการที่สุดคือการนอนหลับพักผ่อน ไม่ใช่การฝืนสังขารไปนั่งรอคิวในโรงพยาบาลเพื่อขอเอกสารกระดาษใบเดียว ซึ่งประเด็นระเบียบข้อบังคับนี้ควรปรึกษานักกฎหมายแรงงานเพื่อทบทวนให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง

เปลี่ยนจากระบบจับผิดมาเป็นนโยบายที่ตั้งอยู่บนความไว้ใจ

ถ้าองค์กรอยากพูดเรื่องสุขภาวะพนักงานอย่างจริงใจ ไม่ใช่แค่แปะป้ายสวัสดิการสวยหรู ฝ่ายบริหารและ HR ต้องกล้าปรับระเบียบพื้นฐานที่สะท้อนความเคารพซึ่งกันและกัน


  • ยกเลิกการบังคับขอใบรับรองแพทย์สำหรับการลาป่วยหนึ่งถึงสองวันแรก เปลี่ยนมาใช้ระบบแจ้งลาผ่านระบบดิจิทัลด้วยความซื่อสัตย์ (Trust-Based Sick Leave) หากกังวลเรื่องการลาป่วยทิพย์ ให้ใช้การประเมินจากผลลัพธ์ของงานและการสังเกตรูปแบบพฤติกรรมของหัวหน้างานเป็นรายบุคคล แทนการเหวี่ยงแหจับผิดคนทั้งบริษัท

  • ทบทวนเกณฑ์การจ่ายเบี้ยขยันเสียใหม่ การให้รางวัลกับคนที่สุขภาพแข็งแรงเป็นเรื่องดี แต่ไม่ควรออกแบบเกณฑ์จนกลายเป็นการบีบบังคับให้คนป่วยต้องลากสังขารมาแพร่เชื้อให้เพื่อนร่วมงาน

งานหนึ่งอย่างที่ผู้บริหารควรทำในสัปดาห์นี้

เดินไปเปิดดูสมุดระเบียบข้อบังคับการทำงานของบริษัทในหมวดการลาป่วย


ถ้าข้อความยังเขียนว่า "ลาป่วยแม้เพียงวันเดียวต้องแนบใบรับรองแพทย์ทุกกรณี" ให้รีบหยิบปากกาขึ้นมาขีดฆ่าประโยคนั้นทิ้งเสีย เพราะนั่นไม่ใช่เครื่องมือคุมวินัย แต่เป็นหลักฐานที่ประจานว่าองค์กรของคุณไม่เคยไว้ใจคนที่ทำงานให้คุณเลยแม้แต่วันเดียว

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: