หัวหน้าบอก "พรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงานแล้ว"... อย่าเพิ่งกลับบ้าน! ส่องกับดัก "เลิกจ้างปากเปล่า" โดนตลบหลังหาว่าขาดงาน 3 วันเพื่อไม่จ่ายค่าชดเชย

3 พ.ย. 25690

หัวหน้าบอก "พรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงานแล้ว"... อย่าเพิ่งกลับบ้าน! ส่องกับดัก "เลิกจ้างปากเปล่า" โดนตลบหลังหาว่าขาดงาน 3 วันเพื่อไม่จ่ายค่าชดเชย

"เธอทำงานผิดพลาดบ่อยเกินไปแล้ว พรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงานอีกนะ เก็บของแล้วกลับบ้านไปได้เลย"

ทันทีที่ได้ยินประโยคนี้ คนทำงานส่วนใหญ่มักรู้สึกชาดิกไปทั้งตัว ความเสียใจและความโกรธทำให้หลายคนรีบเก็บของใส่กล่อง แล้วก้าวเท้าออกจากออฟฟิศไปทันทีเพราะคิดว่าตัวเอง "ถูกไล่ออกแล้ว" และวันรุ่งขึ้นก็นอนอยู่บ้านเพื่อทำใจ

แต่รู้หรือไม่ว่า การเดินหันหลังออกจากบริษัทไปเงียบๆ ในวันนั้น คือก้าวแรกที่คุณกำลังเดินตกลงไปใน "กับดักเลิกจ้างปากเปล่า" ที่นายจ้างหัวหมอนิยมใช้ตลบหลังลูกจ้างมากที่สุด เพื่อลิดรอนเงินค่าชดเชยตามกฎหมายให้กลายเป็นศูนย์!

แผนซ้อนแผน: เปลี่ยน "การเลิกจ้าง" ให้กลายเป็น "ละทิ้งหน้าที่ 3 วัน"

กลลวงนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในตลาดแรงงานไทย โดยมีสูตรสำเร็จดังนี้:

  • หัวหน้างานหรือผู้บริหารสั่งให้ออกด้วยวาจา แต่ "ไม่มีการออกหนังสือเลิกจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร"

  • เมื่อลูกจ้างเข้าใจว่าถูกไล่ออกแล้ว จึงไม่มาทำงานในวันถัดไป

  • นายจ้างจะแกล้งทำเงียบ และตั้งหน้าตั้งตาบันทึกเวลาขาดงานของลูกจ้างไว้ทุกวันจนครบ 3 วันทำงานติดต่อกัน

  • พอเข้าวันที่ 4 บริษัทจะส่งจดหมายไปที่บ้าน ระบุว่า "เลิกจ้างเนื่องจากละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร" ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (5)

ผลลัพธ์คือ จากเดิมที่นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงานตามมาตรา 118 กลับกลายเป็นว่านายจ้างสามารถปลดคุณออกได้ฟรีๆ โดยไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยแม้แต่บาทเดียว เพราะคุณกลายเป็นฝ่าย "ทำผิดวินัยร้ายแรง" เสียเอง!

เมื่อขึ้นศาลแรงงาน: คำพูดลอยๆ สู้หลักฐานขาดงานไม่ได้

เมื่อลูกจ้างไปร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่แรงงานหรือฟ้องศาลแรงงาน นายจ้างมักจะแถลงต่อศาลหน้าตาเฉยว่า "บริษัทไม่เคยสั่งเลิกจ้าง จู่ๆ ลูกจ้างก็หายหน้าไปเอง ไม่ยอมมาทำงาน"

เมื่อไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ภาระการพิสูจน์จึงตกอยู่กับลูกจ้าง ซึ่งหากลูกจ้างไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่านายจ้างเป็นฝ่ายไล่ออกจริง ศาลฎีกาเคยมีแนวคำพิพากษาตัดสินให้ลูกจ้างแพ้คดี เพราะถือว่าลูกจ้างละทิ้งหน้าที่เกิน 3 วันทำงานติดต่อกันจริงๆ

เจาะเคสจริง: พนักงานบัญชีโดนไล่ปากเปล่า รอดได้ด้วยการลงบันทึกประจำวัน

แพท (นามสมมุติ) ทำงานมา 4 ปี มีปากเสียงกับผู้จัดการ ผู้จัดการตะโกนลั่นห้องว่า "พรุ่งนี้ไม่ต้องมาให้เห็นหน้าอีก!"

แพทเกือบจะเก็บกระเป๋ากลับบ้าน แต่ตั้งสติและทำตามขั้นตอนทันที:

  1. แพทส่งอีเมลและแชต LINE สรุปเหตุการณ์ทันทีว่า "ตามที่คุณผู้จัดการแจ้งด้วยวาจาว่าไม่ต้องมาทำงานในวันพรุ่งนี้ ขอให้ออกหนังสือเลิกจ้างเป็นทางการพร้อมระบุเงื่อนไขค่าชดเชยด้วยค่ะ"

  2. วันรุ่งขึ้น แพทเดินทางไปออฟฟิศเพื่อสแกนนิ้ว แต่พบว่าบัตรผ่านถูกระงับ แพทจึงถ่ายคลิปวิดีโอหน้าเครื่องสแกนนิ้วไว้

  3. แพทเดินทางตรงไปยังสถานีตำรวจทันที เพื่อ "ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน" ว่าตนเองพร้อมทำงาน แต่นายจ้างระงับบัตรและไม่ยอมให้เข้าทำงาน

เมื่อครบ 3 วัน บริษัทส่งหนังสือเลิกจ้างข้อหาละทิ้งหน้าที่มาตามคาด แต่แพทนำหลักฐานบันทึกประจำวันและคลิปวิดีโอไปยื่นต่อศาลแรงงาน ศาลจึงวินิจฉัยตามแนวฎีกา (เช่น ฎีกาที่ 2253/2548) ว่าแพทไม่ได้ละทิ้งหน้าที่ แต่นายจ้างเป็นฝ่ายปฏิเสธการทำงาน บริษัทจึงต้องจ่ายค่าชดเชย 180 วัน (6 เดือน) พร้อมค่าตกใจรวมกว่า 250,000 บาท

คาถาเอาตัวรอด เมื่อถูกสั่งเลิกจ้างด้วยวาจา

  • อย่าเพิ่งกลับบ้าน: ขอยืนยันเป็น "หนังสือบอกเลิกจ้างที่เป็นลายลักษณ์อักษร" จากฝ่ายบุคคลเสมอ

  • ถ้าไม่ได้หนังสือ พรุ่งนี้ต้องมารายงานตัวตามปกติ: เพื่อแสดงความจำนงว่าพร้อมทำงาน หากเข้าตึกไม่ได้ ให้ถ่ายภาพหรือคลิปไว้

  • ไปโรงพักลงบันทึกประจำวันทันที: หากนายจ้างปิดกั้นไม่ให้เข้าทำงาน ให้ไปสถานีตำรวจลงบันทึกประจำวันในวันนั้นทันที เพื่อใช้หักล้างข้อหาขาดงาน 3 วัน

  • ยื่นคำร้องต่อเจ้าหน้าที่แรงงาน: ติดต่อพนักงานตรวจแรงงานผ่าน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือปรึกษา ศาลแรงงานกลาง เพื่อเรียกร้องค่าชดเชยตามสิทธิ

อารมณ์ชั่ววูบและความตกใจอาจทำให้คุณสูญเสียเงินชดเชย จำไว้เสมอว่าคำพูดปากเปล่าไม่มีค่าเท่าหลักฐานเอกสาร รู้ทันเกมกฎหมาย เพื่อไม่ให้ใครมาเอาเปรียบหยาดเหงื่อของคุณไปฟรีๆ

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: