หมายบังคับคดีส่งถึงบริษัท! ส่องเพดาน "อายัดเงินเดือน" ตามกฎหมาย เงินเหลือเท่าไหร่ที่ห้ามแตะต้อง?

3 พ.ย. 25690

หมายบังคับคดีส่งถึงบริษัท! ส่องเพดาน "อายัดเงินเดือน" ตามกฎหมาย เงินเหลือเท่าไหร่ที่ห้ามแตะต้อง?

"มีหมายศาลจากกรมบังคับคดีมาที่ฝ่ายบุคคล แจ้งอายัดเงินเดือนของคุณ ทางบริษัทเสียชื่อเสียงและมีภาระต้องทำเรื่องส่งเงิน ถ้าคุณไม่รีบไปเคลียร์หนี้ให้จบภายในเดือนนี้ บริษัทจำเป็นต้องให้ออกจากงาน"

ข้อความแจ้งเตือนจากฝ่ายบุคคลที่มาพร้อมหมายอายัดเงินเดือน มักทำให้ลูกจ้างจำนวนมากตกใจจนแทบสิ้นสติ ความกังวลว่าจะไม่มีเงินเหลือใช้หนี้ค่ากินอยู่ ผสมโรงกับความกลัวว่าจะตกงานเพราะถูกบริษัทบีบให้ออก กลายเป็นฝันร้ายที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน แต่ในความเป็นจริง กฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้เจ้าหนี้สูบเงินเดือนของคุณจนหมดตัว และนายจ้างก็ไม่มีสิทธิใช้เหตุผลนี้มาไล่คุณออกจากงาน

1. เงินเดือน 20,000 บาทแรก คือเส้นตายที่ "ห้ามแตะต้องเด็ดขาด"

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 (1) บัญญัติคุ้มครองการดำรงชีพของลูกจ้างไว้อย่างชัดเจนว่า เงินเดือน ค่าจ้าง หรือรายได้ประจำจากการทำงาน ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีในส่วนที่ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน

  • หากคุณมีเงินเดือนไม่เกิน 20,000 บาท: เจ้าพนักงานบังคับคดี "ไม่มีสิทธิอายัดเงินเดือนของคุณเลยแม้แต่บาทเดียว" ฝ่ายบุคคลจะต้องทำหนังสือตอบกลับกรมบังคับคดีว่าเงินเดือนไม่ถึงเกณฑ์อายัด

  • หากเงินเดือนเกิน 20,000 บาท: กฎหมายอนุญาตให้อายัดได้เฉพาะส่วนที่เกิน 20,000 บาท และต้องไม่เกินร้อยละ 30 ของเงินเดือนรวม เช่น เงินเดือน 30,000 บาท ยอดที่อาจถูกอายัดได้คือไม่เกิน 9,000 บาท (ร้อยละ 30) โดยคุณยังต้องมีเงินเหลือรับเข้าบัญชีไม่ต่ำกว่า 20,000 บาทเสมอ

2. ส่องเพดานอายัดรายได้ส่วนอื่น

  • เงินโบนัส: อายัดได้ไม่เกินร้อยละ 50 ของยอดโบนัสที่ได้รับ

  • เงินค่าล่วงเวลา (OT) / เบี้ยขยัน / ค่าครองชีพ: อายัดได้ไม่เกินร้อยละ 30

  • เงินชดเชยการเลิกจ้างตามกฎหมาย: อายัดได้เฉพาะส่วนที่เกิน 300,000 บาทขึ้นไป (ยอด 300,000 บาทแรกได้รับการคุ้มครองห้ามอายัดเด็ดขาด เพื่อให้ลูกจ้างมีเงินตั้งตัว)

เคสตัวอย่างจำลอง

ก้อง พนักงานฝ่ายขนส่ง เงินเดือน 26,000 บาท ถูกเจ้าหนี้ฟ้องคดีบัตรเครดิตจนมีหมายบังคับคดีส่งมาอายัดเงินเดือนที่บริษัท ฝ่ายบุคคลหักเงินก้องส่งกรมบังคับคดีเดือนละ 7,800 บาท (ร้อยละ 30) ทำให้เหลือกินใช้เพียง 18,200 บาท ขณะที่ก้องต้องจ่ายค่าเช่าห้อง ส่งเสียลูกเรียน และค่ายารักษาแม่ที่ป่วยติดเตียง ก้องจึงเดินทางไปพบเจ้าพนักงานบังคับคดีเจ้าของสำนวน พร้อมยื่นเอกสารแสดงภาระค่าใช้จ่ายจำเป็นเพื่อขอลดหย่อนยอดอายัด เมื่อเจ้าพนักงานตรวจสอบแล้วเห็นว่ามีเหตุจำเป็น จึงมีคำสั่งปรับลดการอายัดลงเหลือเพียงร้อยละ 15 ทำให้ก้องถูกหักเงินเพียงเดือนละ 3,900 บาท และมีเงินเหลือประคองครอบครัวได้

ขณะเดียวกัน ผู้จัดการแผนกของก้องกลับเรียกก้องไปต่อว่าเรื่องหมายศาล และขู่ว่าจะให้ออกจากงานเพราะสร้างภาระให้ฝ่ายบัญชี ก้องจึงยกข้อกฎหมายแรงงานขึ้นชี้แจงอย่างสุภาพว่า การถูกบังคับคดีเป็นเรื่องทางแพ่งส่วนบุคคล ไม่ใช่ความผิดวินัย

นายจ้างไล่ออกเพราะมีหมายอายัดเงินเดือน: ผิดกฎหมายและเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

หลายบริษัทมักอ้างว่าลูกจ้างทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน แต่ศาลฎีกาและศาลแรงงานเคยวางบรรทัดฐานอย่างหนักแน่นว่า หนี้สินส่วนตัวของลูกจ้างไม่ใช่การทุจริตต่อหน้าที่ ไม่ใช่การกระทำความผิดวินัยในการทำงาน และไม่ได้ทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายในการดำเนินธุรกิจ หากนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเพียงเพราะมีหมายอายัดเงินเดือนมาถึงบริษัท ศาลแรงงานจะถือว่าเป็น "การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม" ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ทำให้นายจ้างต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม พร้อมค่าชดเชยตามอายุงานและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าครบทุกบาท

หนี้สินเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องสูญเสียศักดิ์ศรีหรือหน้าที่การงาน การรู้สิทธิและเพดานตามกฎหมายจะช่วยให้คุณเจรจา จัดการหนี้ และรักษาอาชีพเพื่อเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: