บังคับกลับเข้าออฟฟิศเพื่อลดคนแบบเงียบๆ: กับดักการบริหารที่คนเก่งชิงลาออกก่อนคนหมดไฟ
5 พ.ย. 25690
บ่ายวันจันทร์หลังการประกาศคำสั่ง Return to Office (RTO) เต็มรูปแบบ 5 วันต่อสัปดาห์ บรรยากาศในออฟฟิศใจกลางเมืองเต็มไปด้วยความตึงเครียด ฝ่ายบริหารระดับสูงแอบหวังลึกๆ ว่ามาตรการนี้จะช่วย "กรองคน" หรือลดขนาดองค์กรแบบเงียบๆ (Quiet Layoff) โดยไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน พนักงานคนไหนที่ไม่พร้อมปรับตัวก็คงจะยื่นใบลาออกไปเองตามธรรมชาติ
แต่ผ่านไปเพียงไม่กี่สัปดาห์ บัญชีรายชื่อคนที่เดินเข้ามาส่งจดหมายลาออกกับฝ่ายบุคคลกลับไม่ได้เป็นไปตามที่ผู้บริหารวาดฝันไว้
คนที่ลาออกกลุ่มแรกไม่ใช่คนที่ทำงานเฉื่อยชาหรือรอวันรับเงินเดือน แต่เป็นกลุ่ม Senior Software Engineer และ Data Specialist ที่มีผลงานระดับแนวหน้าและสามารถหางานใหม่ที่ให้ความยืดหยุ่นได้ภายในไม่กี่วัน ขณะที่กลุ่มคนที่องค์กรอยากให้พัฒนาผลงานกลับยังคงนั่งสแกนนิ้วเข้างานตรงเวลาทุกเช้าเพื่อรักษางานประจำไว้
นี่คือราคาแพงลิบที่องค์กรต้องจ่ายเมื่อใช้การบริหารแบบเหมารวมมาแก้ปัญหาผลิตภาพการทำงาน
ทำไมการใช้ RTO เพื่อลดคนถึงย้อนกลับมาทำร้ายองค์กร?
คำถามข้อแรก: องค์กรต้องการ "ผลงาน" หรือแค่ต้องการ "คนมานั่งให้เห็นหน้า"?
เมื่อฝ่ายจัดการไม่สามารถวัดผลผลิตของงาน (Output & Business Impact) ได้อย่างแม่นยำ ความคุ้นชินเดิมๆ คือการใช้เวลาอยู่หน้าโต๊ะทำงานเป็นตัวแทนของความขยัน การบังคับเข้าออฟฟิศ 5 วันจึงเป็นการส่งสัญญาณทันทีว่า บริษัทไม่ไว้วางใจในการทำงานของพนักงาน และไม่สนใจว่างานบางประเภท เช่น งานเขียนโค้ด งานวิเคราะห์เชิงลึก หรืองานวางแผนกลยุทธ์ ต้องการสมาธิและสิ่งแวดล้อมที่ปราศจากการรบกวน
คำถามข้อสอง: ใครคือคนที่มีทางเลือกมากที่สุดในตลาดแรงงาน?
คนเก่งที่มีทักษะเฉพาะทางระดับสูงคือกลุ่มคนที่ตลาดแย่งชิงตัวตลอดเวลา เมื่อบริษัทพรากความยืดหยุ่นในการจัดการชีวิตและต้นทุนเวลาในการเดินทางไป พวกเขาไม่ต้องทนอยู่กับระบบที่ไม่สมเหตุสมผล การลาออกของคนกลุ่มนี้จึงดึงเอาองค์ความรู้เฉพาะทางและกระบวนการทำงานที่ขับเคลื่อนรายได้หลักหายไปด้วย ส่งผลให้โปรเจกต์สำคัญชะงักงันทันที
คำถามข้อสาม: คนที่ยังนั่งอยู่ในออฟฟิศ กำลังทำงานด้วยพลังแบบไหน?
เมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานฝีมือดีทยอยลาออก พนักงานที่เหลืออยู่ต้องแบกรับภาระงานเพิ่มเป็นสองเท่า ความรู้สึกหมดไฟและการทำงานแบบขอไปทีเพื่อรอเลิกงาน (Presenteeism) จึงเข้าแทนที่ ผลิตภาพรวมขององค์กรที่ผู้บริหารหวังว่าจะสูงขึ้นจากการเห็นหน้ากัน กลับลดต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ
ออกแบบความยืดหยุ่นที่ยึดผลลัพธ์เป็นศูนย์กลาง
เลิกบังคับแบบเหมาเข่งแล้วให้แต่ละทีมกำหนดวันเข้างานตามธรรมชาติของงาน (Team-Level Autonomy): งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ร่วมกัน การระดมสมอง หรือการวางแผนกลยุทธ์ต้นไตรมาส ให้กำหนดเป็นวันที่ต้องเข้าพบกัน ส่วนงานที่ต้องใช้สมาธิเชิงลึก ให้เปิดโอกาสทำงานจากที่ไหนก็ได้ โดยให้หัวหน้าทีมสายตรงเป็นผู้ตกลงกับลูกทีม
เปลี่ยนระบบการติดตามงานจากเวลาเข้า-ออก เป็นการส่งมอบผลลัพธ์ที่ชัดเจน: ฝ่ายบุคคลต้องร่วมมือกับหัวหน้าแผนกในการกำหนดตัวชี้วัดผลงานที่จับต้องได้ หากพนักงานส่งมอบงานได้ตรงเวลาและคุณภาพได้มาตรฐาน ก็ไม่มีความจำเป็นต้องตรวจจับเวลาผ่านระบบสแกนนิ้วหรือกล้องวงจรปิด
หากต้องการลดขนาดองค์กร ให้ดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างโปร่งใส: การบีบให้พนักงานลาออกด้วยการปรับเปลี่ยนสภาพการจ้างอย่างกะทันหัน เสี่ยงต่อการฟ้องร้องเรื่องการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และทำลายความน่าเชื่อถือของแบรนด์นายจ้าง (Employer Brand) ในระยะยาว องค์กรควรปรึกษานักกฎหมายแรงงานเพื่อจัดการโครงสร้างองค์กรอย่างถูกต้องตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
การเข้ามานั่งในออฟฟิศไม่ได้การันตีการเกิดนวัตกรรม เช่นเดียวกับที่การทำงานทางไกลไม่ได้แปลว่าพนักงานกำลังอู้งาน
ลองหันไปมองรอบโต๊ะทำงานของทีมในบ่ายวันนี้ แล้วสังเกตว่า คนที่กำลังนั่งส่งเสียงหัวเราะและสแกนนิ้วตรงเวลา คือคนที่ขับเคลื่อนผลงานหลักของบริษัท หรือเป็นแค่คนที่ไม่มีที่ไป?