สัมภาษณ์ขายฝันแต่วันจริงปล่อยเคว้ง: ราคาแสนแพงที่องค์กรต้องจ่ายเมื่อพนักงานใหม่ลาออกในเดือนแรก

8 พ.ย. 25690

สัมภาษณ์ขายฝันแต่วันจริงปล่อยเคว้ง: ราคาแสนแพงที่องค์กรต้องจ่ายเมื่อพนักงานใหม่ลาออกในเดือนแรก

เช้าวันจันทร์วันแรกของการเริ่มงาน โต๊ะสีขาวตัวหนึ่งในมุมห้องมีเพียงกล่องกระดาษว่างเปล่า คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะยังไม่มีใครติดตั้งโปรแกรม รหัสผ่านเข้าสู่อีเมลบริษัทยังไม่อนุมัติ และหัวหน้างานสายตรงติดประชุมด่วนตลอดทั้งวัน

พนักงานใหม่ที่เพิ่งเซ็นสัญญาเข้ามาด้วยความหวัง นั่งมองคนอื่นเดินผ่านไปมาด้วยความอึดอัด เที่ยงวันไม่มีใครชวนไปรับประทานอาหาร ไม่มีใครอธิบายว่าภาพรวมของงานในสัปดาห์แรกคืออะไร สิ่งเดียวที่ได้รับคือเอกสารกฎระเบียบบริษัทหนาสามสิบหน้าให้อ่านฆ่าเวลา

ภาพลักษณ์องค์กรสุดทันสมัยบนสื่อสังคมออนไลน์ที่ทีม Employer Branding ทุ่มงบสร้างไว้ พังครืนลงในความรู้สึกของพนักงานใหม่ทันทีที่เหยียบเข้าออฟฟิศจริง

ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเดือน ข้อความสั้นๆ ส่งเข้ามาในกล่องข้อความของฝ่ายบุคคลแจ้งขอลาออกกะทันหัน ผู้บริหารมักส่ายหน้าแล้วบ่นว่า "เด็กรุ่นใหม่ไม่อดทน" โดยไม่เคยย้อนกลับมาดูเลยว่า หลุมพรางที่แท้จริงเกิดจากกระบวนการต้อนรับหรือ Onboarding ที่ไร้ทิศทางตั้งแต่ก้าวแรก

ภาพลวงตาตอนสัมภาษณ์กับความเป็นจริงหน้างาน

ปัญหาการลาออกอย่างรวดเร็วในช่วงเก้าสิบวันแรก หรือ Early Turnover มักเริ่มต้นจากช่องว่างระหว่างคำมั่นสัญญาตอนสัมภาษณ์กับเนื้องานจริง

ตอนสัมภาษณ์ ผู้บริหารวาดภาพโปรเจกต์ขนาดใหญ่ พูดถึงโอกาสในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการทำงานที่มีความคล่องตัว แต่เมื่อเข้ามาทำงานจริง ระบบงานกลับเต็มไปด้วยขั้นตอนเอกสารที่ซ้ำซ้อน การเมืองภายในแผนก และความไม่พร้อมของเครื่องมือพื้นฐาน

ยิ่งในวัฒนธรรมการทำงานแบบไทย พนักงานใหม่มักมีความเกรงใจสูง ไม่กล้าเอ่ยปากถามพี่ร่วมทีมเพราะเห็นทุกคนกำลังหน้าดำคร่ำเครียดกับงานตรงหน้า ผลคือคนใหม่ต้องนั่งเดาทางเอาเอง ทำงานผิดพลาด ถูกตำหนิ และเริ่มสูญเสียความมั่นใจอย่างรวดเร็ว บรรยากาศแห่งความปลอดภัยทางจิตวิทยาไม่เคยเกิดขึ้นจริงในใจของพวกเขา

ต้นทุนจมที่แพงกว่าการเพิ่มเงินเดือน

ผู้บริหารหลายคนคิดว่าการที่พนักงานใหม่ลาออกเร็วเป็นเพียงเรื่องน่าเสียดาย แต่ในมิติของ Strategic HR นี่คือความสูญเสียทางการเงินที่มหาศาล

องค์กรจ่ายค่าลงประกาศรับสมัครงาน ค่าจ้างบริษัทจัดหางาน และเวลาของผู้บริหารระดับสูงไปหลายสิบชั่วโมงในการคัดเลือกคน เมื่อคนคนนั้นเดินจากไปในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะกลายเป็นต้นทุนจม (Sunk Cost) ทันที ยังไม่นับรวมความสูญเสียโอกาสทางธุรกิจที่ต้องเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ศูนย์

ในแง่ของกฎหมายแรงงานไทย การบริหารจัดการช่วงทดลองงานต้องตั้งอยู่บนความเป็นธรรมและมีข้อตกลงที่ชัดเจน หากระบุลักษณะงานในสัญญาจ้างไม่ตรงกับงานที่มอบหมายจริง อาจกลายเป็นข้อพิพาทเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยไม่ได้รับความยินยอม องค์กรจึงควรปรึกษานักกฎหมายแรงงานเพื่อกำหนดกรอบหน้าที่และเกณฑ์การประเมินช่วงทดลองงานให้โปร่งใสตั้งแต่ต้น

เปลี่ยนการรับน้องให้เป็นการสร้างผลงานร่วมกัน

ถ้าต้องการอุดรอยรั่วของการสูญเสียคนเก่งตั้งแต่เดือนแรก ฝ่ายบริหารและ HR ต้องเลิกมองการ Onboarding เป็นเพียงการเซ็นเอกสารเปิดบัญชีธนาคาร

  • จัดทำแผนการทำงาน 30-60-90 วันที่จับต้องได้ กำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจนว่าในแต่ละช่วงเวลา พนักงานใหม่ต้องเรียนรู้อะไร ต้องสร้างผลลัพธ์ระดับไหน และหัวหน้าจะประเมินผลจากเกณฑ์ใด เพื่อให้คนใหม่มองเห็นเส้นทางข้างหน้าโดยไม่ต้องคาดเดา

  • ใช้ระบบพี่เลี้ยงประกบตัว (Buddy System) ที่มีตัวชี้วัด มอบหมายให้พนักงานรุ่นพี่ที่เข้าใจวัฒนธรรมองค์กรคอยดูแล แนะนำเรื่องคน บรรยากาศการทำงาน และเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้คนใหม่กล้าตั้งคำถาม โดยองค์กรต้องนับบทบาทพี่เลี้ยงนี้เป็นส่วนหนึ่งของผลงาน ไม่ใช่ผลักให้เป็นภาระส่วนเกิน

คำถามเดียวที่ผู้บริหารควรเดินไปถามพนักงานใหม่ในสัปดาห์นี้

เดินไปที่โต๊ะของคนที่เพิ่งเริ่มงานได้สองสัปดาห์ แล้วถามตรงๆ ว่า

"สิ่งที่คุณเจอที่นี่ในแต่ละวัน ตรงกับสิ่งที่เราเคยคุยกันไว้ตอนสัมภาษณ์ไหม"

ฟังคำตอบของเขาด้วยความตั้งใจ เพราะนั่นคือกระจกเงาบานใหญ่ที่สุดที่จะบอกว่า บริษัทของคุณกำลังสร้างอนาคตให้กับคนทำงานจริง หรือกำลังหลอกล่อคนเก่งเข้ามาทิ้งขว้างไปวันๆ

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: