บริษัทสั่งไปทำงานต่างจังหวัด แต่ให้สำรองจ่ายเอง ดึงเรื่องเบิกเงิน: ปฏิเสธได้ไหม และกฎหมายว่าอย่างไร?
5 พ.ย. 25690
ได้รับคำสั่งด่วนให้เดินทางไปติดตั้งระบบ หรือพบลูกค้าที่ต่างจังหวัดหนึ่งสัปดาห์ แต่เมื่อถามเรื่องเงินทดรองจ่าย (Cash Advance) ฝ่ายบุคคลกลับตอบว่า "บริษัทไม่มีนโยบายสำรองเงิน ให้พนักงานออกเงินสดส่วนตัวไปก่อน เสร็จงานค่อยนำใบเสร็จมาเบิก" ทว่าเมื่อกลับมาส่งเอกสาร การเบิกจ่ายกลับถูกดึงเรื่องยาวนานเป็นเดือนๆ เงินในบัญชีร่อยหรอจนไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้อง หรือต้องแบกรับดอกเบี้ยบัตรเครดิต คำถามสำคัญคือ นายจ้างมีสิทธิบังคับให้ลูกจ้างสำรองเงินส่วนตัวเพื่อประโยชน์ของบริษัทได้จริงหรือ หากไม่มีเงินสำรองจ่าย เรามีสิทธิปฏิเสธการเดินทางได้หรือไม่ และกฎหมายคุ้มครองเราอย่างไร
ในหลักการทางกฎหมาย ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานตามคำสั่งนายจ้าง เช่น ค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน หรือค่าที่พัก ถือเป็น "ต้นทุนดำเนินธุรกิจของนายจ้างโดยตรง" ไม่ใช่ภาระหน้าที่ของลูกจ้างที่จะต้องนำเงินส่วนตัวมาค้ำจุนสภาพคล่องให้องค์กร
ประเด็นทางกฎหมายที่ต้องเข้าใจมี 3 มิติหลัก
ประการแรก สิทธิปฏิเสธคำสั่งที่ไม่เป็นธรรม: ลูกจ้างมีหน้าที่ปฏิบัติตามเฉพาะ "คำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม" เท่านั้น หากสัญญาจ้างไม่ได้ระบุว่าลูกจ้างต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเดินทางเอง และบริษัทไม่มีเงินทดรองจ่ายให้ การที่ลูกจ้างปฏิเสธการเดินทางเนื่องจากไม่มีเงินสำรองจ่าย ย่อมมีเหตุผลอันสมควร ไม่ถือเป็นความผิดฐานขัดคำสั่ง และนายจ้างไม่มีสิทธินำเหตุนี้มาลงโทษทางวินัยได้
ประการที่สอง หน้าที่ของนายจ้างในการชดใช้เงินคืนพร้อมดอกเบี้ย: ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และหลักตัวการตัวแทนตาม มาตรา 665 และ มาตรา 666 เมื่อลูกจ้างได้ทดรองจ่ายเงินที่จำเป็นเพื่อกิจการของนายจ้าง นายจ้างมีหน้าที่ต้องชดใช้เงินคืนโดยไม่ชักช้า พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ลูกจ้างได้ออกเงินไป การดึงเรื่องเบิกจ่ายโดยไม่มีเหตุผลจนลูกจ้างเดือดร้อน ถือเป็นการผิดนัดชำระหนี้
ประการที่สาม เวลาเดินทางนอกเวลาทำงานปกติ: หากนายจ้างสั่งให้เดินทางไปต่างจังหวัดนอกเวลาทำงานปกติ เช่น เดินทางในวันหยุด ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 24 การทำงานในวันหยุดต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง และหากถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ นายจ้างควรมีข้อตกลงเรื่องค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง (Per Diem) หรือค่าตอบแทนที่เหมาะสมเพื่อความเป็นธรรม
ตัวอย่างกรณีศึกษา
(ตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย ไม่ใช่เหตุการณ์จริง)
ธีรเดช ทำงานเป็นวิศวกร ได้รับคำสั่งให้ไปดูแลระบบที่สาขาเชียงใหม่ 5 วัน บริษัทสั่งให้สำรองค่าตั๋วเครื่องบินและค่าโรงแรมเอง 18,000 บาท เมื่อกลับมาเบิก ฝ่ายบัญชีดึงเรื่องนานกว่า 2 เดือนจนธีรเดชต้องเสียดอกเบี้ยบัตรเครดิต เมื่อมีคำสั่งให้เดินทางอีกครั้ง ธีรเดชจึงทำหนังสือปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่ายังไม่ได้รับเงินเบิกงวดเดิมและไม่มีเงินสำรองจ่าย บริษัทจึงออกหนังสือเตือนว่าขัดคำสั่ง ธีรเดชจึงร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงาน เจ้าหน้าที่วินิจฉัยว่า การสั่งให้สำรองเงินส่วนตัวโดยไม่มีเงินทดรองจ่ายไม่ใช่สภาพการจ้างที่ตกลงกันไว้ คำสั่งดังกล่าวจึงไม่เป็นธรรม ธีรเดชมีสิทธิปฏิเสธได้ จึงสั่งให้นายจ้างยกเลิกหนังสือเตือน และเร่งรัดจ่ายเงินคืนแก่ธีรเดชทันที (ควรตรวจสอบคำพิพากษาต้นฉบับ)
แนวทางรับมือ 4 ขั้นตอน เมื่อบริษัทสั่งให้สำรองจ่ายค่าเดินทาง
ขอเงินทดรองจ่าย (Cash Advance): ทำหนังสือหรือส่งอีเมลขอเบิกเงินทดรองจ่ายล่วงหน้าก่อนการเดินทางทุกครั้ง
ตรวจสอบระเบียบการเบิกจ่าย: ดูว่ากำหนดระยะเวลาการคืนเงินไว้กี่วัน และมีอัตราเบี้ยเลี้ยงเดินทางระบุไว้หรือไม่
ปฏิเสธอย่างมีลายลักษณ์อักษร: หากบริษัทไม่ให้เงินทดรองจ่าย ให้ทำหนังสือชี้แจงอย่างสุภาพว่าไม่สามารถสำรองจ่ายได้เนื่องจากข้อจำกัดทางการเงิน
ปรึกษาพนักงานตรวจแรงงาน: หากถูกข่มขู่จะลงโทษทางวินัย หรือถูกดึงเรื่องเงินเบิกจ่ายจนเสียหาย สามารถยื่นคำร้องได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือโทร 1506
เงินเดือนมีไว้เพื่อดำรงชีพ ไม่ใช่เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้องค์กร การรู้ทันสิทธิของตนเองจะช่วยปกป้องความมั่นคงทางการเงินของคุณได้อย่างถูกต้อง
แหล่งอ้างอิง
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 23 และมาตรา 24
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575, มาตรา 665 และมาตรา 666 (หน้าที่ตัวการในการชดใช้เงินทดรองจ่าย)
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน (แนววินิจฉัยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม)