ทำงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจแต่อยากย้ายมาเอกชน: ลบภาพจำเช้าชามเย็นชามแล้วเปลี่ยนประสบการณ์คุมระบบให้เป็นจุดขาย

3 พ.ย. 25690

ทำงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจแต่อยากย้ายมาเอกชน: ลบภาพจำเช้าชามเย็นชามแล้วเปลี่ยนประสบการณ์คุมระบบให้เป็นจุดขาย

นั่งมองตราสัญลักษณ์หน่วยงานบนหัวซองจดหมายเงินเดือนที่ปรับขึ้นปีละไม่กี่ร้อยบาท

ตัวเลขเงินออมในสหกรณ์หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอาจดูมั่นคง แต่ไฟในการทำงานและโอกาสเติบโตกลับเหือดแห้งลงไปทุกวัน งานเอกสารตามระเบียบเดิมๆ การนั่งรอหนังสือเวียน และการต้องคอยระวังไม่ให้ล้ำหน้าใคร ทำให้หลายคนเริ่มแอบเปิดดูตำแหน่งงานว่างในบริษัทเอกชนหรือบริษัทข้ามชาติ

แต่พอคิดจะกดส่งใบสมัคร ความกลัวก็แล่นเข้ามาเกาะกุมหัวใจทันที

กลัวว่าคนฝั่งเอกชนจะมองว่าเราทำงานช้า กลัวสู้ความคล่องตัวของคนข้างนอกไม่ได้ และกลัวว่าการทำงานในระบบราชการหรือรัฐวิสาหกิจมาหลายปี จะกลายเป็นตราบาปที่ทำให้เรซูเม่โดนคัดทิ้งตั้งแต่ด่านแรก

ถ้าคุณกำลังติดอยู่ในวังวนความคิดนี้ ขอให้หยุดประเมินตัวเองต่ำเกินไป

เอาเข้าจริง ในสายตาของบริษัทยักษ์ใหญ่และองค์กรเอกชนชั้นนำ ประสบการณ์จากหน่วยงานรัฐไม่ใช่จุดด้อย ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า คนส่วนใหญ่ไม่รู้วิธี "แปลภาษา" และไม่เข้าใจลำดับการปรับตัวเมื่อต้องก้าวข้ามฟาก

ช่วงเตรียมตัวก่อนส่งใบสมัคร: แปลงภาษาหนังสือราชการให้เป็นภาษากำไรขาดทุนของเอกชน

ข้อผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดของคนย้ายสาย คือการยกชื่อระเบียบ ข้อกฎหมาย หรือตำแหน่งทางการมาใส่ในเรซูเม่

ฝ่ายบุคคลของบริษัทเอกชนอ่านแล้วไม่เข้าใจ และจะรีบตีตราทันทีว่าคุณเป็นคนยึดติดขั้นตอน สิ่งที่คุณต้องทำก่อนกดส่งใบสมัคร คือการถอดรหัสงานเดิมให้ออกมาเป็นมูลค่าทางธุรกิจ:

  • จากเดิมที่เขียนว่า "ดูแลงานจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบพัสดุ" ให้เปลี่ยนเป็น "บริหารการจัดซื้อและประเมินความเสี่ยงคู่ค้า (Procurement & Vendor Risk Management) ภายใต้งบประมาณ 50 ล้านบาท ควบคุมความถูกต้องตามข้อกำหนดได้ร้อยเปอร์เซ็นต์"

  • จากเดิมที่เขียนว่า "ทำหนังสือโต้ตอบและประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐ" ให้เปลี่ยนเป็น "บริหารความสัมพันธ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภาครัฐและงานกำกับดูแล (Regulatory Affairs & Government Relations) เพื่อปลดล็อกใบอนุญาตโครงการ"

บริษัทเอกชนพร้อมทุ่มเงินจ้างคนที่ "เข้าใจกลไกและช่องทางการทำงานกับภาครัฐอย่างทะลุปรุโปร่ง" เพราะนี่คือสิ่งที่พนักงานเอกชนทั่วไปไม่มีและเรียนรู้ได้ยากมาก

ช่วงเผชิญหน้าในห้องสัมภาษณ์: ตอบคำถามเรื่องความเร็วและแรงกดดันให้ขาดลอย

ในห้องสัมภาษณ์ คุณจะเจอกับคำถามลองเชิงยอดฮิตอย่างเลี่ยงไม่ได้: "ทำงานในระบบที่มั่นคงมานาน จะปรับตัวเข้ากับความเร็วและแรงกดดันเรื่องยอดของเอกชนไหวหรือ?"

ถ้าคุณตอบแบบแก้ตัวว่า "ไหวครับ ผมสู้งาน" คุณจะดูไม่น่าเชื่อถือทันที

ให้ตอบด้วยการชูจุดแข็งเรื่องความรอบคอบ ผสมผสานความกระหายที่จะสร้างผลลัพธ์:"ผมเข้าใจดีครับว่าเอกชนขับเคลื่อนด้วยความเร็วและผลลัพธ์ แต่จุดแข็งที่ผมนำติดตัวมาด้วยคือ ความสามารถในการวางระบบงานที่รัดกุมและป้องกันความเสี่ยงทางกฎหมาย ซึ่งจะช่วยให้บริษัทเติบโตได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องสะดุดกับปัญหาการตรวจสอบในภายหลัง ส่วนเรื่องความเร็ว ผมได้เตรียมตัวและศึกษาการใช้เครื่องมือดิจิทัลยุคใหม่มาตลอด พร้อมที่จะเรียนรู้และปรับจังหวะการทำงานให้เข้ากับสปีดของทีมตั้งแต่วันแรกครับ"

คำตอบนี้จะพลิกภาพจำเรื่องความเชื่องช้า ให้กลายเป็น "เกราะป้องกันความเสี่ยงชั้นดี" ที่ช่วยเซฟเงินให้บริษัทได้มหาศาล

ช่วงเก้าสิบวันแรกหลังย้ายโต๊ะ: สลัดความคุ้นชินเดิมแล้วปรับสปีดให้ทันโลกธุรกิจ

เมื่อได้งานใหม่แล้ว ความท้าทายที่แท้จริงคือการล้างพฤติกรรมเดิมที่เคยชิน:

  • เลิกถามหาคู่มือการทำงานแบบสำเร็จรูป ในโลกเอกชน หลายอย่างไม่มีใครเขียนไว้ คุณต้องกล้าทดลองและเดินไปถามคนที่รู้

  • เลิกสื่อสารด้วยหนังสือทางการยาวๆ เปลี่ยนมาเป็นการสรุปประเด็นสั้นๆ 3 บรรทัดผ่านแชตหรืออีเมลที่เน้นผลลัพธ์ทันที

  • โฟกัสที่ "ผลกำไรและความพึงพอใจของลูกค้า" มากกว่าแค่การทำตามขั้นตอนเอกสารให้ครบ

พรุ่งนี้เช้า หยิบเรซูเม่เดิมขึ้นมา ลบคำว่า "ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง" ออกให้หมด แล้วแทนที่ด้วยตัวเลขงบประมาณ เวลาที่ควบคุมได้ และผลกระทบเชิงบวกที่คุณเคยสร้างไว้

ความมั่นคงที่แท้จริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับตราสัญลักษณ์ขององค์กรที่คุณสังกัด แต่อยู่ที่ความสามารถในการปรับตัวและสร้างคุณค่าในทุกพื้นที่ที่คุณก้าวเท้าเข้าไป

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: