ลูกค้าเบี้ยวหนี้ แต่บริษัทหักเงินเดือนเซลส์มาชดใช้: ผิดกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 76 หรือไม่?
5 พ.ย. 25690
ทุ่มเทวิ่งหาลูกค้า ปิดการขายนำยอดเข้าบริษัท และส่งมอบสินค้าถูกต้อง แต่ความทุกข์ใจกลับตามมา เมื่อลูกค้ารายนั้นผิดนัดชำระหนี้ หรือปิดกิจการหนีไป แทนที่บริษัทจะฟ้องร้องติดตามหนี้จากลูกค้า ฝ่ายบริหารกลับออกคำสั่งว่า "ในเมื่อเซลส์เป็นคนหาลูกค้ารายนี้มา เซลส์ต้องร่วมรับผิดชอบหนี้สูญ โดยบริษัทจะหักเงินเดือนและยึดค่าคอมมิชชันจนกว่าจะครบ" ส่งผลให้เงินเดือนที่ต้องใช้เลี้ยงชีพแทบไม่เหลือ คำถามสำคัญคือ นายจ้างมีสิทธิผลักภาระความเสี่ยงทางธุรกิจมาหักเงินเดือนของลูกจ้างได้จริงหรือ และตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มีบทบัญญัติคุ้มครองเราอย่างไร
คำตอบทางกฎหมายที่ชัดเจนคือ การหักเงินเดือนหรือค่าจ้างของพนักงานขายเพื่อชดใช้หนี้ที่ลูกค้าเบี้ยว เป็นการ "ผิดกฎหมายคุ้มครองแรงงานอย่างชัดเจน" โดย พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 ได้บัญญัติข้อห้ามว่า "ห้ามนายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด" เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นข้อยกเว้นเฉพาะ 5 กรณี เช่น ภาษี ประกันสังคม หรือสหกรณ์ ซึ่งในข้อยกเว้นนี้ "ไม่มีเรื่องการหักเงินชดใช้หนี้การค้าหรือหนี้สูญของลูกค้า" แม้แต่ข้อเดียว
หลักเกณฑ์สำคัญตามกฎหมายมี 3 มิติหลัก:
ประการแรก ความเสี่ยงทางธุรกิจเป็นของนายจ้าง ในฐานะเจ้าของกิจการ นายจ้างคือผู้ได้รับผลกำไรจากการดำเนินธุรกิจ ดังนั้น ความเสี่ยงทางการค้า (Business Risk) เช่น ลูกค้าเบี้ยวหนี้ หรือหนี้สูญ ย่อมเป็นความเสี่ยงที่นายจ้างต้องแบกรับเอง นายจ้างไม่มีสิทธิผลักภาระหนี้มาให้ลูกจ้างต้องร่วมรับผิดชอบ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าลูกจ้างมีเจตนาทุจริตร่วมมือกับลูกค้าเพื่อฉ้อโกงบริษัท
ประการที่สอง สัญญาให้หักเงินตกเป็นโมฆะ นายจ้างหลายแห่งมักทำสัญญาว่า "หากเก็บเงินลูกค้าไม่ได้ ยินยอมให้หักเงินเดือนมาชดใช้" ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการตัดทอนสิทธิของลูกจ้าง และขัดต่อมาตรา 76 ซึ่งเป็นกฎหมายความสงบเรียบร้อย จึงตกเป็นโมฆะทันทีตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 นายจ้างไม่อาจนำสัญญามาอ้างเพื่อหักเงินได้
ประการที่สาม ค่าคอมมิชชันได้รับความคุ้มครอง หากค่าคอมมิชชันมีเกณฑ์คำนวณที่แน่นอนตามยอดขาย ถือเป็น "ค่าจ้าง" ตามมาตรา 5 เมื่อลูกจ้างปิดการขายสำเร็จ สิทธิย่อมเกิดขึ้น นายจ้างไม่มีสิทธิยึดหรือหักทอนย้อนหลังเพียงเพราะลูกค้ายังไม่จ่ายเงิน หากนายจ้างฝ่าฝืนหักเงิน มีโทษอาญาตาม มาตรา 144 จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีตาม มาตรา 9
(ตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย ไม่ใช่เหตุการณ์จริง)
ธนากร ทำงานเป็นพนักงานขาย ได้รับเงินเดือน 20,000 บาท บวกค่าคอมมิชชัน ต่อมาลูกค้าที่ธนากรปิดยอดขายไว้ 150,000 บาท ปิดบริษัทหนี นายจ้างสั่งหักเงินเดือนของธนากรเดือนละ 5,000 บาท และยึดค่าคอมมิชชัน ธนากรจึงนำหลักฐานไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน เจ้าหน้าที่วินิจฉัยว่า หนี้ค่าสินค้าเป็นความรับผิดชอบของลูกค้า นายจ้างไม่มีสิทธิผลักภาระมาหักค่าจ้างตามมาตรา 76 เมื่อไม่มีหลักฐานว่าธนากรทุจริต การหักเงินจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงสั่งให้นายจ้างคืนเงินที่หักไปทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยแก่ธนากรทันที (ควรตรวจสอบคำพิพากษาต้นฉบับ)
หากเป็นพนักงานขายและกำลังถูกบริษัทหักเงินเพราะลูกค้าเบี้ยวหนี้ มีแนวทางรับมือ 4 ขั้นตอน:
ตรวจสอบสลิปเงินเดือน: เก็บเอกสารสลิปเงินเดือน บันทึกการโอนเงิน และหนังสือคำสั่งของบริษัทที่ระบุการหักเงิน
รวบรวมเอกสารการขายที่ถูกต้อง: เตรียมใบสั่งซื้อ ใบส่งสินค้า เพื่อยืนยันว่าเราปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตตามขั้นตอนบริษัท
ทักท้วงต่อฝ่ายบุคคลเป็นลายลักษณ์อักษร: ทำหนังสือชี้แจงข้อกฎหมายมาตรา 76 ว่านายจ้างไม่มีสิทธิหักค่าจ้างเพื่อชดใช้หนี้การค้า
ร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงาน: หากบริษัทยังคงยืนยันจะหักเงิน สามารถยื่นคำร้องได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือโทรสายด่วน 1506
หน้าที่ของพนักงานขายคือสร้างยอดขายอย่างซื่อสัตย์ แต่ไม่ใช่การเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของลูกค้า นายจ้างไม่มีสิทธิใช้การหักเงินเดือนเพื่อปัดความรับผิดชอบทางธุรกิจของตนเอง
แหล่งอ้างอิง
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 5, มาตรา 9, มาตรา 76 และมาตรา 144
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 (นิติกรรมที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยเป็นโมฆะ) และมาตรา 575
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน (แนวปฏิบัติว่าด้วยการหักค่าจ้างและความรับผิดชอบในหนี้การค้า)