ขึ้นเงินเดือนสามเปอร์เซ็นต์เท่ากันทั้งบริษัท: สี่คำถามรื้อระบบผลตอบแทนหารเฉลี่ยที่กำลังไล่คนเก่งและเลี้ยงดูคนเฉื่อยชา
4 พ.ย. 25690
เวลา 15:00 น. เอกสารปรับเงินเดือนประจำปีถูกส่งถึงมือพนักงานในแผนกพัฒนาผลิตภัณฑ์ พนักงานซีเนียร์ที่ทุ่มเททำงานข้ามคืนเพื่อกอบกู้โปรเจกต์สำคัญและทำรายได้ทะลุเป้าสองร้อยเปอร์เซ็นต์ เปิดดูจดหมายพบว่าตนเองได้ปรับเงินเดือนขึ้น 4.2% ขณะที่เพื่อนร่วมทีมอีกคนที่มาทำงานสายประจำ ส่งงานไม่เคยตรงเวลา และปฏิเสธงานแทรกทุกอย่าง ได้ปรับขึ้น 3.5% ส่วนต่างของเปอร์เซ็นต์ที่คิดเป็นตัวเงินเพียงเดือนละห้าร้อยบาท คือวินาทีที่ทำลายความภักดีของคนทำงานที่ดีที่สุดลงอย่างราบคาบ
การจัดสรรงบประมาณขึ้นเงินเดือนแบบ "หารเฉลี่ยเพื่อความสมานฉันท์" (Across-the-Board Increment) คือความล้มเหลวเชิงกลยุทธ์ที่ร้ายแรงที่สุดของฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล เมื่อองค์กรกลัวความขัดแย้งจนไม่กล้าแยกแยะผลงานจริง งบประมาณที่ควรเป็นเครื่องมือรักษาคนเก่ง (Retention Tool) จึงกลายสภาพเป็นเพียงเบี้ยหวัดรายปีที่แจกจ่ายตามหน้าที่ ผลตอบแทนจากการลงทุนในคน (ROI ของคน) จึงพังทลายลง พร้อมกับการเดินจากไปของคนที่มีความสามารถสูงสุดในองค์กร
ทำไมการเกลี่ยเปอร์เซ็นต์เงินเดือนให้เท่ากันถึงไม่ใช่ความเมตตา แต่คือการส่งสัญญาณว่าผลงานไม่มีราคา?
ความตั้งใจของผู้บริหารที่ต้องการให้ทุกคน "รู้สึกดีและไม่น้อยหน้ากัน" กำลังส่งสารที่อันตรายที่สุดไปยังคนทำงานทั้งองค์กร เมื่อคนที่ทุ่มเทสร้างการเปลี่ยนแปลงกับคนที่ทำเพียงแค่งานขั้นต่ำได้รับรางวัลแทบไม่ต่างกัน วัฒนธรรมองค์กรจะถูกดึงดูดเข้าหาจุดที่ต่ำที่สุดทันที พนักงานที่มีความสามารถจะเรียนรู้ว่าการทำงานหนักเป็นเรื่องโง่เขลา และค่อยๆ ลดระดับพลังงานลงมาสู่การทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม การเกลี่ยงบประมาณจึงไม่ใช่ความยุติธรรม แต่คือการขโมยผลประโยชน์ของคนเก่งไปแจกจ่ายให้คนที่ไม่สร้างผลงาน
ส่วนต่างผลตอบแทนไม่กี่ร้อยบาท ทำลายจิตวิทยาการทำงานและความจงรักภักดีของคนเก่งรุนแรงแค่ไหน?
คนทำงานระดับท็อปเพอร์ฟอร์เมอร์ไม่ได้มองตัวเลขเงินเดือนเป็นเพียงมูลค่าเงินในบัญชี แต่มันคือ "ดัชนีชี้วัดความเคารพและการยอมรับคุณค่า (Sign of Respect and Valuation)" เมื่อส่วนต่างระหว่างเกรดดีเยี่ยมกับเกรดพอใช้มีค่าเทียบเท่ากาแฟไม่กี่แก้วต่อเดือน ความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมจะกระตุ้นให้เกิดภาวะหมดใจในทันที ข้อมูลจากตลาดแรงงานสะท้อนตรงกันเสมอว่า พนักงานที่ลาออกส่วนใหญ่ไม่ได้ออกเพราะอยากได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขาออกเพราะรู้สึกว่าองค์กรเดิมไม่เคยเห็นความแตกต่างระหว่างความทุ่มเทของพวกเขากับความเฉื่อยชาของคนอื่น
วัฒนธรรมความเกรงใจของผู้จัดการ กำลังบิดเบือนการตัดสินใจทางธุรกิจและปิดปากความจริงอย่างไร?
เบื้องหลังการปรับเงินเดือนที่เท่ากันเกือบทั้งแผนก มักมีต้นตอมาจากความอ่อนแอในการบริหารของหัวหน้างานสายตรง ในวัฒนธรรมไทย ความเกรงใจและความกลัวการเผชิญหน้าทำให้ผู้จัดการไม่กล้าให้ฟีดแบ็กตรงๆ และไม่กล้าตัดเกรดต่ำให้ลูกน้องที่ทำงานแย่ การของบประมาณแบบถัวเฉลี่ยจึงเป็นทางออกที่ง่ายที่สุดสำหรับหัวหน้าที่ไร้ภาวะผู้นำ เพราะช่วยให้ไม่ต้องตอบคำถาม ไม่ต้องมีใครโกรธ และรักษาบรรยากาศความกลมเกลียวจอมปลอมไว้ได้ โดยโยนภาระต้นทุนความล้มเหลวกลับไปให้บริษัทแบกรับ
จะออกแบบงบประมาณผลตอบแทนเชิงกลยุทธ์อย่างไรให้สะท้อนคุณค่าจริงและรักษาคนที่ดีที่สุดไว้ได้?
การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการจ่ายค่าตอบแทนตามผลงานที่แท้จริง (Pay-for-Performance) ต้องอาศัยความกล้าหาญเชิงนโยบายของฝ่ายบริหารและ HRBP:
ยกเลิกการล็อกเพดานส่วนต่างในตารางปรับเงินเดือนทันที และจัดสรรงบประมาณแบบกระจายตัวต่างระดับ (Differentiated Reward Pool) โดยกำหนดให้กลุ่มพนักงานที่สร้างผลกระทบต่อธุรกิจสูงสุด 15-20% แรกขององค์กร ได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนหรือโบนัสในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่ไปกับการจัดประชุมทบทวนผลงานร่วมกัน (Calibration Meeting) อย่างเข้มข้น เพื่อบีบให้ผู้จัดการต้องนำหลักฐานเชิงประจักษ์มาพิสูจน์คุณค่าของลูกทีม มากกว่าการใช้ความรู้สึกส่วนตัว
งบประมาณการขึ้นเงินเดือนที่องค์กรของคุณกำลังจะแจกจ่ายในรอบนี้ ถูกใช้เพื่อลงทุนรักษาคนที่สร้างอนาคตให้บริษัท หรือเป็นเพียงเงินปลอบขวัญที่หว่านแจกเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันแสนอบอุ่นแต่ไร้ประสิทธิภาพ
แหล่งอ้างอิง
Gerhart, B., & Fang, M. (2014). Pay for (individual) performance: Issues, claims, evidence and the role of sorting effects. Human Resource Management Review, 24(1), 41-52. ScienceDirect
Harvard Business Review. (2014). Compensation Packages That Actually Drive Performance. Harvard Business Review
WorldatWork. (2021). Salary Budget Survey: Top Trends in Global Compensation. WorldatWork