เลื่อนขั้นคนเก่งเป็นผู้จัดการ: ภาพลวงตาที่ทำให้เสียยอดฝีมือ และได้หัวหน้าที่ลูกน้องทยอยลาออก

8 พ.ย. 25690

เลื่อนขั้นคนเก่งเป็นผู้จัดการ: ภาพลวงตาที่ทำให้เสียยอดฝีมือ และได้หัวหน้าที่ลูกน้องทยอยลาออก

ในที่ประชุมปรับเทียบผลการประเมินงาน (Performance Calibration Meeting) ผู้บริหารระดับสูงชี้ไปที่ชื่อของวิศวกรมือหนึ่งที่เพิ่งกู้ระบบไอทีล่มจนสำเร็จ พร้อมเอ่ยปากกลางห้อง: "น้องคนนี้ผลงานยอดเยี่ยมที่สุดในรอบปี เพื่อไม่ให้คู่แข่งดึงตัวไป เราต้องโปรโมตขึ้นเป็นผู้จัดการทีมทันที"

ทุกคนในห้องพยักหน้าเห็นชอบ ฝ่ายบุคคลดำเนินการออกจดหมายแต่งตั้งอย่างรวดเร็ว พร้อมปรับฐานเงินเดือนขึ้นตามระดับตำแหน่งใหม่

หกเดือนต่อมา ตัวเลขในแดชบอร์ด People Analytics ของแผนกนี้กลับกลายเป็นสีแดงเถือก:

• ผลงานของทีมโดยรวมดิ่งลงอย่างน่าใจหาย เพราะขาดผู้เล่นตัวจริงที่เคยลงไปลุยแก้ปัญหาหน้างาน

• ผู้จัดการป้ายแดงเข้าสู่อาการหมดไฟสะสม (Burnout) จากการต้องนั่งทำสไลด์รายงาน ตรวจเอกสารเบิกจ่าย และเข้าประชุมประสานงานข้ามสายงานที่ตนเองเกลียด

• พนักงานระดับปฏิบัติการในทีมทยอยยื่นใบลาออกติดกันสามคน โดยทุกคนให้ข้อมูลตรงกันว่า หัวหน้าคนใหม่ชอบลงมาแย่งงานไปทำเอง (Micromanagement) และมักต่อว่าลูกน้องด้วยประโยคว่า "งานแค่นี้ทำไมทำไม่ได้ ตอนพี่อยู่ตำแหน่งนี้พี่ทำเสร็จตั้งแต่ชั่วโมงแรกแล้ว"

องค์กรกำลังเผชิญกับโศกนาฏกรรมคลาสสิก: เสียยอดฝีมือที่เก่งกาจไปหนึ่งคน ได้ผู้จัดการที่ไม่มีความสุขเข้ามาหนึ่งคน และทำลายขวัญกำลังใจของลูกน้องทั้งทีม

ทำไมการปูนบำเหน็จคนเก่ง จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความแตกแยกในแผนก?

หลุมพราง "เก่งงาน แปลว่า เก่งคน": การเข้าใจผิดเรื่องชุดทักษะ

ต้นตอแรกเกิดจากสมมติฐานที่ไร้การไตร่ตรองของผู้บริหาร ที่คิดว่าคนที่มีความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิคสูงสุด จะสามารถนำทีมได้ดีโดยอัตโนมัติ

ทักษะที่ทำให้พนักงานคนหนึ่งกลายเป็นยอดฝีมือ (High Performer) คือ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ความแม่นยำ การควบคุมผลลัพธ์ด้วยตนเอง และการลงมือปฏิบัติอย่างรวดเร็ว แต่ทักษะที่ทำให้คนเป็นผู้นำที่ดี (Great Leader) กลับเป็นคนละขั้ว: คือการกระจายงาน (Delegation) ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) การโค้ชชิ่งเพื่อดึงศักยภาพคนอื่น และการยอมให้ลูกน้องทำผิดพลาดเพื่อเรียนรู้

เมื่อคนเก่งที่ไม่เคยได้รับการฝึกทักษะการบริหารคนถูกโยนลงสู่สนามผู้นำ สัญชาตญาณความกลัวล้มเหลวจะบีบให้เขาดึงงานกลับมาทำเอง กลายเป็นคอขวดของทีม และสร้างความอึดอัดให้เพื่อนร่วมงานรอบข้าง

ความพิการของโครงสร้างบันทึกอาชีพ: ไม่มีบันไดคู่ขนานให้คนเชี่ยวชาญ

ต้นตอที่ลึกกว่าตัวบุคคล คือโครงสร้างตำแหน่งงานและกรอบเงินเดือนที่ล้าสมัยขององค์กร

ในหลายบริษัท หากพนักงานต้องการเงินเดือนแตะระดับหกหลัก หรือต้องการความก้าวหน้าในสายอาชีพ ทางเลือกเดียวที่องค์กรหยิบยื่นให้คือ "ต้องย้ายไปสายบริหารคน (People Management)" เท่านั้น พนักงานสายเทคนิคที่รักการทำงานเนื้อหาจึงถูกบีบให้ต้องรับตำแหน่งหัวหน้างาน ทั้งที่ใจจริงไม่ได้อยากบริหารใคร เพียงเพราะไม่อยากให้เพดานรายได้ของตนเองต้องตันอยู่กับที่

ความล้มเหลวนี้ไม่ได้เกิดจากตัวพนักงาน แต่เกิดจากองค์กรที่ไม่มี "บันไดอาชีพคู่ขนาน" (Dual Career Ladder) เพื่อรองรับคนที่อยากเติบโตเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษระดับสูง (Individual Contributor - IC)

ทางออกเชิงโครงสร้าง: สร้างเส้นทางเติบโตที่เคารพธรรมชาติของคน

หากฝ่ายบริหารต้องการหยุดวงจรการเสียคนเก่ง ต้องรื้อระบบการประเมินและการเลื่อนตำแหน่งใหม่ทันที:

• เปิดเส้นทาง Specialist Track ควบคู่กับ Management Track: กำหนดระดับตำแหน่งและโครงสร้างผลตอบแทนสำหรับผู้เชี่ยวชาญพิเศษให้เทียบเท่ากับระดับผู้อำนวยการหรือรองประธาน โดยที่พวกเขาไม่ต้องมีลูกน้องสายตรงแม้แต่คนเดียว เพื่อเปิดพื้นที่ให้ยอดฝีมือได้โฟกัสกับการสร้างนวัตกรรมเชิงลึกอย่างเต็มที่

• ใช้กระบวนการทดลองบทบาทผู้นำ (Leadership Sandbox): ก่อนตัดสินใจเลื่อนขั้นอย่างเป็นทางการ ให้โอกาสพนักงานได้ลองคุมโปรเจกต์พิเศษชั่วคราวระยะเวลา 3 ถึง 6 เดือน พร้อมมีระบบพี่เลี้ยงคอยประกบ เพื่อให้เจ้าตัวได้ประเมินตนเองว่ามีความสุขกับงานบริหารคนจริงหรือไม่

• ประเมินความพร้อมด้านภาวะผู้นำ (Leadership Readiness): เลิกใช้ยอดขายหรือผลงานส่วนบุคคลเป็นเกณฑ์ชี้ขาด แต่ประเมินจากทักษะการสื่อสาร ความฉลาดทางอารมณ์ และความสามารถในการพัฒนาผู้อื่น

การเป็นผู้นำคนคือวิชาชีพใหม่ ไม่ใช่รางวัลตอบแทนความเก่งในอดีต

สัปดาห์นี้ ลองกางผังโครงสร้างทีมดูว่า คุณมีใครที่กำลังถูกดันให้ขึ้นมาเป็นผู้จัดการเพียงเพื่อรักษาตัวเขาไว้หรือไม่ ก่อนที่ความปรารถนาดีของฝ่ายบริหาร จะกลายเป็นการผลักคนเก่งไปสู่จุดที่เขาหมดความมั่นใจในที่สุด

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: