ผลาญงบอบรมปลายปีแต่ผลงานไม่ขยับ: ถอดรหัสต้นตอพิธีกรรมพัฒนาคนที่ได้แค่ใบประกาศนียบัตรแต่ไม่เคยสร้างคุณค่าให้ธุรกิจ

4 พ.ย. 25690

ผลาญงบอบรมปลายปีแต่ผลงานไม่ขยับ: ถอดรหัสต้นตอพิธีกรรมพัฒนาคนที่ได้แค่ใบประกาศนียบัตรแต่ไม่เคยสร้างคุณค่าให้ธุรกิจ

เวลา 16:30 น. ในห้องบอลรูมของโรงแรมห้าดาว เสียงปรบมือเกรียวกราวส่งท้ายวิทยากรชื่อดังดังกึกก้อง พนักงานกว่าร้อยคนถ่ายรูปคู่กับใบประกาศนียบัตรหลักสูตร "ปลดล็อกศักยภาพสู่ผู้นำยุคใหม่" ด้วยรอยยิ้มชื่นมื่น แต่เมื่อฝ่ายบุคคลนำรายงานสรุปประเมินความพึงพอใจที่ได้คะแนน 4.8 จาก 5 เต็มไปยื่นให้กรรมการผู้จัดการในสัปดาห์ถัดมา คำถามเดียวที่ผู้บริหารระดับสูงยิงกลับมาคือ "เงินสามล้านบาทที่เราจ่ายไป ทำให้ทีมนี้ปิดยอดขายได้เร็วขึ้น หรือลดข้อผิดพลาดในสายการผลิตลงได้บ้างไหม" คำถามสั้นๆ นั้นทำให้ห้องประชุมเงียบกริบ เพราะทุกคนรู้ดีว่าในเช้าวันจันทร์ พนักงานทุกคนก็กลับไปทำงานด้วยวิธีเดิมๆ ที่มีปัญหาเดิมอยู่ดี

ปรากฏการณ์ "ละครเวทีแห่งการฝึกอบรม" (The Great Training Robbery) เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกสิ้นปี เมื่อฝ่ายทรัพยากรบุคคลต้องรีบเทงบประมาณพัฒนาคนให้หมดตามโควตา บริษัททุ่มเงินมหาศาลไปกับคอร์สบรรยายปลุกพลังและสัมมนาทฤษฎีลอยตัว แต่ผลตอบแทนจากการลงทุนในคน (ROI ของคน) กลับแทบเป็นศูนย์ เมื่อสิ่งที่พนักงานนำกลับมายังโต๊ะทำงานมีเพียงสมุดโน้ตที่ไม่เคยถูกเปิดอ่านซ้ำอีกเลย

ความหลงระเริงกับคะแนนความพึงพอใจและชั่วโมงเรียนที่ไร้ความหมายทางธุรกิจ

จุดบกพร่องที่ใหญ่ที่สุดของแผนกพัฒนาบุคลากร (HRD) คือการวัดความสำเร็จของหลักสูตรด้วย "แบบประเมินรอยยิ้ม (Smile Sheet)" การที่ผู้เข้าอบรมให้คะแนนว่าอาหารว่างอร่อย วิทยากรพูดสนุก หรือแอร์ในห้องเย็นสบาย ไม่ได้มีความเชื่อมโยงใดๆ กับการทำงานที่ดีขึ้น การนับจำนวนชั่วโมงการอบรมให้ครบตามเกณฑ์ส่งกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นเพียงการปฏิบัติตามระเบียบเชิงพิธีกรรม แต่ไม่ได้ช่วยอุดช่องว่างของสมรรถนะการทำงาน (Performance Gap) ที่กำลังฉุดรั้งธุรกิจอยู่หน้างานจริง

ต้นตอที่แท้จริง: สับสนระหว่างแรงบันดาลใจชั่วคราวกับการสร้างขีดความสามารถใหม่ในระบบงาน

การฟังเรื่องเล่าที่น่าประทับใจตลอดสองวันเต็มสามารถกระตุ้นระดับสารเคมีในสมองให้พนักงานรู้สึกตื่นเต้นและอยากเปลี่ยนแปลง แต่นั่นคือ "อารมณ์ชั่วคราว" ไม่ใช่ "ทักษะ" การสร้างขีดความสามารถใหม่ (Capability Building) ต้องอาศัยการฝึกปฏิบัติซ้ำๆ ภายใต้บริบทของงานจริง การยัดเยียดเนื้อหาแปดชั่วโมงรวดโดยไม่มีการลงมือแก้โจทย์ขององค์กร ทำให้ข้อมูลเหล่านั้นระเหยหายไปจากความทรงจำเกือบทั้งหมดภายในสี่สิบแปดชั่วโมงหลังก้าวขาออกจากห้องสัมมนา

วัฒนธรรมออฟฟิศที่ปฏิเสธสิ่งใหม่จนสิ่งที่เรียนมาละลายหายไปในเจ็ดวัน

อุปสรรคที่ทำลายผลลัพธ์ของการฝึกอบรมอย่างรุนแรงที่สุด มักเกิดขึ้นในเช้าวันจันทร์ที่พนักงานกลับเข้าแผนก เมื่อลูกทีมพยายามนำแนวคิดใหม่หรือเครื่องมือดิจิทัลที่เพิ่งเรียนมาเสนอเพื่อปรับปรุงขั้นตอนการทำงาน คำตอบมาตรฐานจากหัวหน้าทีมสายอนุรักษ์นิยมมักเป็น "ไอเดียดีนะ แต่ตอนนี้งานด่วนเยอะมาก เอาของเดิมไปก่อน อย่าเพิ่งหาเรื่องเปลี่ยน" เมื่อระบบงาน วัฒนธรรม และหัวหน้างานไม่เปิดพื้นที่ปลอดภัยให้ทดลอง ความรู้ใหม่จึงถูกแช่แข็ง และพนักงานจะถอยกลับไปทำงานแบบเดิมด้วยความหมดหวัง

รื้อระบบพัฒนาคน: เปลี่ยนจากการส่งไปนั่งฟัง มาเป็นการแก้โจทย์วิกฤตขององค์กรร่วมกัน

การลงทุนพัฒนาคนให้เกิดผลตอบแทนจริงต่อธุรกิจ ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการเรียนรู้แบบห้องเรียน มาเป็นการเรียนรู้ผ่านการลงมือแก้ปัญหาจริง (Action Learning):

ฝ่ายบริหารและ HRBP ต้องยกเลิกการจัดอบรมแบบปูพรม โดยนำโจทย์ความท้าทายทางธุรกิจในไตรมาสถัดไปมาตั้งเป็นหัวใจของการเรียนรู้ กำหนดให้ผู้เข้าอบรมต้องส่งมอบชิ้นงาน กระบวนการใหม่ หรือแนวทางลดต้นทุนที่นำไปปฏิบัติได้จริงภายในสามสิบวัน ควบคู่ไปกับการผูกตัวชี้วัดของหัวหน้างานให้เป็นผู้สนับสนุนและโค้ชลูกทีมในการนำทักษะใหม่มาสร้างการเปลี่ยนแปลง

งบประมาณพัฒนาบุคลากรที่องค์กรของคุณกำลังจะลงนามอนุมัติในรอบนี้ ถูกใช้เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ หรือเป็นเพียงค่าใช้จ่ายซื้อความสบายใจเพื่อบอกว่าบริษัทได้จัดสวัสดิการอบรมแล้ว

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: