คุณไม่ได้หมดไฟเพราะงานหนัก แต่กำลังหมดแรงเพราะ "เหนื่อยคนและระบบ"

3 พ.ย. 25690

คุณไม่ได้หมดไฟเพราะงานหนัก แต่กำลังหมดแรงเพราะ "เหนื่อยคนและระบบ"

เคยไหมที่เปิดดูรายการสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน แล้วพบว่าเนื้องานจริงๆ มีอยู่แค่ไม่กี่อย่าง แต่วันทั้งวันกลับหมดพลังไปกับการพิมพ์อีเมลร่างข้อความอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้ใครขุ่นเคือง วิ่งเต้นขออนุมัติเอกสารที่ต้องผ่านลายเซ็นหลายแผนก และคอยเดาอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ของหัวหน้าจนปวดขมับ

พอถึงเวลาเลิกงาน ร่างกายแทบหมดพลัง ทั้งที่งานหลักยังไม่ได้แตะไปถึงไหน

ถ้าให้พูดตรงๆ คือ คนทำงานจำนวนมากไม่ได้เกลียดงานที่ตัวเองทำหรอกครับ คุณเขียนโค้ดได้ คุณทำกราฟิกได้ คุณวิเคราะห์ตัวเลขได้ และหลายครั้งคุณก็สนุกกับมันด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่กำลังบั่นทอนพลังใจทีละน้อย คือ "แรงเสียดทานจากคนและขั้นตอนที่ไม่จำเป็นในองค์กร" ต่างหาก

เอาเข้าจริง ภาวะหมดไฟลักษณะนี้ไม่ได้แก้ได้เพียงแค่การลางานไปพักผ่อนสองสามวัน เพราะพอกลับมานั่งที่โต๊ะเดิม ปัญหากลืนไม่เข้าคายไม่ออกก็ยังรอต้อนรับอยู่ที่เดิม ถ้าคุณไม่อยากให้ความเครียดสะสมจนกระทบชีวิต ลองมาดูวิธีปรับตัวเพื่อความอยู่รอดที่ทำตามได้จริงกันดีกว่า

เลิกสวมบทบาทเป็นคนดีที่ทุกคนรัก

ปัญหามันอยู่ตรงนี้ครับ คนส่วนใหญ่ที่เหนื่อยล้า มักเป็นคนที่ไม่กล้าปฏิเสธ กลัวคนอื่นมองว่าไม่มีน้ำใจ และพยายามประสานรอยร้าวให้ทุกคนในออฟฟิศสบายใจ

แต่เชื่อพี่เถอะ บริษัทคือสถานที่ทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายทางธุรกิจ การพยายามทำให้ทุกคนถูกใจตลอดเวลาคือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ วันพรุ่งนี้เวลาใครเอางานแทรกที่ไม่ใช่ความรับผิดชอบมาโยนใส่ ให้ฝึกพูดประโยคสั้นๆ นี้ด้วยรอยยิ้มเรียบๆ: "ตอนนี้ติดงานสำคัญชิ้นนี้อยู่ ถ้าต้องรับชิ้นนี้เพิ่ม รบกวนช่วยคุยกับหัวหน้าเพื่อจัดลำดับความสำคัญก่อนนะครับ/ค่ะ" แค่ประโยคเดียว คุณจะดึงตัวเองออกจากความเกรงใจที่เกินพอดีได้ทันที

แยกอารมณ์ของคนอื่นออกจากข้อเท็จจริงของงาน

สังเกตดูสิ เวลาหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานส่งข้อความมาด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น หรือแสดงความหงุดหงิดในที่ประชุม หัวใจคุณจะเต้นรัวและเผลอคิดว่าตัวเองทำอะไรผิดไปหรือเปล่า

ลองถามตัวเองดูว่า นั่นคือปัญหาของคุณจริงๆ หรือเป็นเพียงความเครียดของเขาที่จัดการไม่ลงตัว? วิธีรับมือคือทำตัวเป็นกระจกสะท้อน รับฟังเฉพาะข้อมูลตัวเลขและสิ่งที่ต้องแก้ไขทางเทคนิค ส่วนน้ำเสียงหรือถ้อยคำที่เกิดจากอารมณ์ ให้ปล่อยผ่านไป อย่าเก็บมาบั่นทอนความรู้สึกในเวลาส่วนตัว

ขีดเส้นแบ่งระหว่างงานของเรากับปัญหาเชิงระบบของบริษัท

เวลาที่ระบบอนุมัติมันช้า เอกสารตกหล่น หรือขั้นตอนข้ามแผนกมันติดขัด หยุดเอาตัวเองไปเป็นกันชนรองรับแรงกระแทกแทนองค์กร ถ้าขั้นตอนมาตรฐานมันต้องใช้เวลาตามกำหนด ก็จงปล่อยให้มันเป็นไปตามระบบ อย่าพยายามใช้พลังส่วนตัวหรืออดหลับอดนอนเพื่อช่วยปกปิดรอยรั่ว เพราะตราบใดที่คุณยอมเหนื่อยล้าเพื่อประคองไว้ ผู้บริหารจะไม่มีวันเห็นข้อบกพร่องของระบบ และจะไม่มีการพัฒนาแก้ไขอย่างยั่งยืน

ทำงานเต็มที่ตามมาตรฐานวิชาชีพในเวลางาน แต่เมื่อถึงเวลาเลิกงาน ให้ปิดคอมพิวเตอร์ วางเรื่องงานลง แล้วคืนเวลาพักผ่อนให้กับตัวเองอย่างแท้จริง

สุขภาพและจิตใจที่แข็งแรง คือสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณต้องรักษาไว้เพื่ออนาคตระยะยาว

Action Item สำหรับวันพรุ่งนี้:

ก่อนเริ่มงานตอนเช้า ให้เลือก "1 สิ่งที่คุณจะไม่นำมาเป็นภาระใจในวันทำงานนี้" ไม่ว่าจะเป็นท่าทีของใคร หรือความล่าช้าของขั้นตอนที่คุณไม่ได้เป็นคนควบคุม แล้วตั้งใจรักษาสมาธิไว้กับงานตรงหน้าอย่างเต็มที่

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: