แอบรับงานนอก-ทำฟรีแลนซ์หลังเลิกงาน: บริษัทมีสิทธิสั่งห้าม หรือไล่ออกได้จริงหรือ?
8 พ.ย. 25690
ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูง ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ลำพังเงินเดือนประจำเพียงทางเดียวอาจไม่พอ คนทำงานจำนวนมากจึงมองหาช่องทางเพิ่มรายได้ด้วยการเปิดร้านออนไลน์ รับงานฟรีแลนซ์ หรือขับรถส่งอาหารนอกเวลางาน แต่เมื่อเปิดดูสัญญาจ้างของบริษัท หลายแห่งกลับระบุชัดเจนว่า "ห้ามพนักงานประกอบอาชีพอื่นใด หรือทำงานรับจ้างนอกเวลางานโดยเด็ดขาด หากฝ่าฝืนถือเป็นความผิดร้ายแรงและเลิกจ้างทันที" ข้อห้ามนี้สร้างความกังวลใจให้คนทำงานจนต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ คำถามสำคัญคือ ตามกฎหมายไทย นายจ้างมีอำนาจควบคุมชีวิตนอกเวลางาน และไล่เราออกเพราะรับงานนอกได้จริงหรือ?
(ตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย ไม่ใช่เหตุการณ์จริง)
พราว ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการในบริษัทนำเข้าสินค้าแห่งหนึ่ง เงินเดือน 22,000 บาท หลังเลิกงานและในวันหยุด พราวใช้เวลาว่างทำขนมเบเกอรี่ขายออนไลน์ส่วนตัว โดยไม่เคยนำเวลางานหรืออุปกรณ์ของบริษัทมาใช้ และทำงานในหน้าที่ประจำได้เรียบร้อยดีมาโดยตลอด แต่วันหนึ่งหัวหน้างานเห็นโพสต์ขายขนมของพราว จึงเรียกพราวไปตักเตือนและยื่นหนังสือเตือน โดยอ้างข้อบังคับว่า "ห้ามทำอาชีพเสริมทุกชนิด หากยังไม่หยุดจะถูกเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย"
ข้อเท็จจริงตามกฎหมายไทย
ในความเป็นจริง กฎหมายไทยได้แบ่งเส้นแบ่งระหว่าง "เวลางาน" กับ "เวลาส่วนตัว" ไว้อย่างชัดเจน:
1. ขอบเขตอำนาจบังคับบัญชาของนายจ้าง
ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 สัญญาจ้างแรงงานคือการตกลงทำงานในเวลาทำงานตามสัญญาเท่านั้น นอกเวลางานและวันหยุดย่อมเป็นสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล ซึ่งได้รับการรับรองตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 40 เรื่องเสรีภาพในการประกอบอาชีพ
2. สัญญาห้ามทำอาชีพเสริมแบบเหมารวมอาจตกเป็นโมฆะ
ข้อสัญญาที่ห้ามพนักงานทำอาชีพเสริมทุกชนิดอย่างไม่มีขอบเขต เข้าข่ายจำกัดเสรีภาพและให้ลูกจ้างรับภาระเกินสมควร ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 และ 5 ศาลมีอำนาจสั่งให้บังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมเท่านั้น
3. ข้อยกเว้นที่นายจ้าง "มีสิทธิสั่งห้ามและลงโทษได้"
นายจ้างจะห้ามและลงโทษได้ ต่อเมื่อเข้าข้อยกเว้นสำคัญ 3 กรณี ได้แก่:
เป็นธุรกิจแข่งขันกับนายจ้าง (Conflict of Interest): เช่น แอบรับจ้างเขียนโปรแกรมให้บริษัทคู่แข่ง หรือดึงลูกค้าของบริษัทมาเป็นลูกค้าส่วนตัว
นำทรัพย์สิน ข้อมูล หรือความลับทางการค้าไปใช้: เช่น ใช้คอมพิวเตอร์บริษัท โปรแกรมลิขสิทธิ์ หรือฐานข้อมูลลูกค้าของบริษัท
ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่องานประจำ: เช่น ทำงานเสริมจนอดนอนมาหลับในเวลางาน หรือส่งงานประจำล่าช้าจนบริษัทเสียหายจริง
หากงานเสริมเป็นงานสุจริตทั่วไป ไม่แข่งขันกับบริษัท ไม่ใช้ของบริษัท และไม่กระทบงานประจำ การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ไม่ถือเป็นความผิดร้ายแรงตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 และค่าบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 ยิ่งไปกว่านั้น ยังถือเป็นการ "เลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม" ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งจ่ายค่าเสียหายเพิ่มเติม (ควรตรวจสอบคำพิพากษาต้นฉบับ)
แนวทางปฏิบัติสำหรับคนทำงานที่ต้องการหารายได้เสริม
แยกเวลาและอุปกรณ์ให้เด็ดขาด: ห้ามทำงานเสริมในเวลางาน และห้ามใช้อุปกรณ์ของบริษัทในการติดต่อลูกค้าส่วนตัว
หลีกเลี่ยงธุรกิจที่ทับซ้อน: เลือกงานเสริมที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสายธุรกิจของนายจ้าง เพื่อป้องกันข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
รักษาระดับผลงานประจำให้ดีเยี่ยม: จัดการพลังงานและเวลาพักผ่อนให้พร้อมทำงานประจำอย่างเต็มที่
ยืนยันสิทธิหากถูกเลิกจ้าง: ห้ามเซ็นใบลาออก และสามารถยื่นคำร้องต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเพื่อเรียกร้องค่าชดเชยได้ทันที
การทำงานประจำแลกเงินเดือนไม่ได้หมายถึงการขายชีวิตทั้ง 24 ชั่วโมงให้องค์กร ตราบใดที่คุณรักษาวินัยในเวลางานอย่างเต็มที่ เสรีภาพในการสร้างรายได้นอกเวลางานย่อมเป็นสิทธิอันชอบธรรมของคุณ
แหล่งอ้างอิง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 40 (เสรีภาพในการประกอบอาชีพ)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 (เอกเทศสัญญาจ้างแรงงาน)
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17, 118 และ 119
พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 และ 5
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน