ดองงานเพื่อบีบให้ลาออกไปเอง: ลำดับเหตุการณ์สามเดือนของกลยุทธ์กำจัดคน ที่จบลงด้วยคดีแรงงานและความพังทลายของทีม

5 พ.ย. 25690

ดองงานเพื่อบีบให้ลาออกไปเอง: ลำดับเหตุการณ์สามเดือนของกลยุทธ์กำจัดคน ที่จบลงด้วยคดีแรงงานและความพังทลายของทีม

ในห้องประชุมลับของผู้บริหารระดับสูง แผนการลดต้นทุนกำลังถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอย่างเคร่งเครียด

เป้าหมายคือการกำจัดพนักงานระดับซีเนียร์คนหนึ่งที่มีเงินเดือนสูงและเริ่มมีความคิดเห็นไม่ลงรอยกับทิศทางของฝ่ายจัดการ แต่แทนที่จะบอกเลิกจ้างและจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ผู้บริหารกลับเลือกใช้ทางลัดที่คิดว่าฉลาด: "ไม่ต้องจ่ายเงินชดเชย แค่ดองงาน ไม่ต้องจ่ายงานให้ทำ เดี๋ยวทนความอึดอัดไม่ไหวก็คงยื่นใบลาออกไปเอง"

กลวิธีนี้ถูกเรียกในระดับสากลว่า "Constructive Dismissal" หรือในภาษาปากบ้านเราคือการ "ดองงานบีบออก (Quiet Firing)"

สิ่งที่ผู้บริหารคิดว่าเป็นวิธีที่แนบเนียนและประหยัดงบประมาณ กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของมหากาพย์ความพังทลายที่กินเวลา 90 วัน และนี่คือลำดับเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในองค์กร

เดือนที่หนึ่ง: ริบอำนาจ ตัดสิทธิ์ และจุดเริ่มต้นของความเงียบงัน

สัปดาห์แรก โปรเจกต์สำคัญที่พนักงานคนนี้เคยดูแลถูกโอนย้ายไปให้เพื่อนร่วมทีมคนอื่นกะทันหัน โดยหัวหน้างานให้เหตุผลสั้นๆ ว่า "อยากให้พักผ่อนและช่วยดูงานภาพรวม"

หลังจากนั้น ชื่อของเขาถูกลบออกจากปฏิทินการประชุมทีม การเข้าถึงโฟลเดอร์ข้อมูลส่วนกลางถูกระงับ งานประจำวันถูกลดทอนจนเหลือเพียงการนั่งตอบอีเมลธุรการไม่กี่ฉบับต่อวัน

พนักงานต้องนั่งมองเพื่อนร่วมงานประชุมและทำงานกันอย่างขะมักเขม้น ขณะที่ตัวเองไม่มีเนื้องานให้รับผิดชอบ ความรู้สึกไร้ค่าและโดดเดี่ยวเริ่มกัดกินจิตใจ แต่เขายังคงมาสแกนนิ้วเข้างานตรงเวลาทุกเช้าเพื่อรักษาสิทธิ์ของตนเอง

เดือนที่สอง: แรงกดดันทางจิตวิทยาและการแตกสลายของความไว้ใจในทีม

เมื่อเป้าหมายยังไม่ยอมลาออกตามแผน ละครเงียบในออฟฟิศก็เริ่มส่งผลข้างเคียงต่อคนรอบข้าง

เพื่อนร่วมงานเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ หลายคนไม่กล้าเดินเข้าไปพูดคุยหรือกินข้าวกลางวันด้วย เพราะกลัวว่าหัวหน้าจะมองว่าเป็นพวกเดียวกัน บรรยากาศในแผนกเปลี่ยนจากความร่วมมือกลายเป็นความหวาดระแวง

พนักงานที่ถูกดองงานเริ่มมีภาวะนอนไม่หลับ วิตกกังวล และความเครียดสะสมอย่างรุนแรง การถูกลิดรอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในที่ทำงานทำให้สุขภาวะทางจิตใจดิ่งลงจนต้องเข้าพบแพทย์ (หากพนักงานคนใดกำลังเผชิญภาวะกดดันหรือความเครียดรุนแรงในลักษณะนี้ การปรึกษาคนใกล้ตัว แพทย์ หรือสายด่วนสุขภาพจิต 1323 คือทางออกสำคัญที่ไม่ควรเก็บไว้คนเดียว)

ในเวลาเดียวกัน พนักงานคนนี้เริ่มบันทึกหลักฐานทุกอย่าง: บันทึกหน้าจอการถูกตัดสิทธิ์ระบบ อีเมลที่ไม่มีการมอบหมายงาน และประวัติการเข้างานอย่างละเอียด

เดือนที่สาม: การโต้กลับทางกฎหมายและภาพลักษณ์ที่พังทลาย

เมื่อครบ 90 วัน สิ่งที่ฝ่ายบริหารรอคอยไม่ใช่จดหมายลาออก แต่เป็น "หนังสือบอกกล่าวทวงถามจากทนายความ" และหมายเรียกจากศาลแรงงาน

ตามแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาและหลักกฎหมายแรงงานไทย การที่นายจ้างกลั่นแกล้งด้วยการไม่มอบหมายงาน ลดทอนตำแหน่ง หรือตัดสิทธิ์ประโยชน์โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ถือเป็นการ "เปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นธรรม" และศาลอาจวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวมีเจตนาบีบให้ลูกจ้างต้องออกจากงาน ซึ่งเทียบเท่ากับการเลิกจ้างโดยปริยาย

ผลลัพธ์คือ:

  • องค์กรต้องจ่ายทั้งเงินชดเชยตามกฎหมาย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม รวมกันเป็นตัวเลขที่สูงกว่าการจ่ายชดเชยแต่แรกหลายเท่า

  • พนักงานที่มีความสามารถคนอื่นในแผนกที่เฝ้ามองเหตุการณ์นี้ เกิดความขยาดในพฤติกรรมของผู้บริหาร และทยอยลาออกตามไปอีก 3 คนในเดือนถัดมา

  • แบรนด์นายจ้าง (Employer Brand) ในตลาดแรงงานเสียหายยับเยินเมื่อเรื่องราวถูกบอกเล่าปากต่อปากในกลุ่มคนทำงานสายอาชีพเดียวกัน

3 หลักปฏิบัติเชิงจริยธรรมที่ฝ่ายบริหารและ HR ต้องยึดถือ

  • แยกทางอย่างตรงไปตรงมาและเคารพกฎหมาย (Dignified Exit): หากองค์กรพิจารณาแล้วว่าทักษะหรือทัศนคติของพนักงานไม่สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจอีกต่อไป ให้เปิดโต๊ะเจรจาอย่างเป็นมืออาชีพ จ่ายเงินชดเชยตามสิทธิที่กฎหมายแรงงานกำหนดอย่างครบถ้วน การจากกันด้วยดีมีต้นทุนต่ำกว่าการใช้วิธีกลั่นแกล้งมหาศาล

  • ตรวจสอบความถูกต้องของข้อกฎหมายกับผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ: ฝ่ายบุคคลต้องเป็นด่านหน้าในการเตือนสติผู้บริหาร และควรตรวจสอบมาตรการด้านกำลังคนร่วมกับนักกฎหมายแรงงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิลูกจ้างและการฟ้องร้องคดีความ

  • รักษาความปลอดภัยทางจิตวิทยาของทีมงานที่เหลืออยู่: การปฏิบัติต่อพนักงานที่กำลังจะออกจากบริษัท คือกระจกสะท้อนให้คนที่ยังอยู่เห็นว่า บริษัทมองพวกเขาเป็นมนุษย์หรือเป็นแค่เครื่องมือ หากองค์กรใช้วิธีไร้คุณธรรม คุณจะไม่มีวันรักษาความภักดีของพนักงานที่เหลืออยู่ได้เลย

ความประหยัดที่ได้จากการริดรอนศักดิ์ศรีของพนักงาน ไม่เคยมีอยู่จริงในโลกธุรกิจ

ลองหันมองโต๊ะทำงานในออฟฟิศของคุณวันนี้ แล้วถามตัวเองตรงๆ ว่า การแก้ปัญหาเรื่องคนในบริษัทของคุณ กำลังทำอย่างตรงไปตรงมาบนความถูกต้อง หรือกำลังเล่นเกมจิตวิทยาสกปรกที่รอวันระเบิดใส่ตัวเอง?

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: