กลับมาทำงานหลังคลอด แต่ไม่มีที่ปั๊มนม-หัวหน้าห้ามแวะปั๊ม: สิทธิแม่ลูกอ่อนและหน้าที่นายจ้างตามกฎหมายเป็นอย่างไร?

6 พ.ย. 25690

กลับมาทำงานหลังคลอด แต่ไม่มีที่ปั๊มนม-หัวหน้าห้ามแวะปั๊ม: สิทธิแม่ลูกอ่อนและหน้าที่นายจ้างตามกฎหมายเป็นอย่างไร?

สิ้นสุดวันลาคลอด 98 วัน คุณแม่ป้ายแดงหลายคนต้องกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ แต่สิ่งที่ต้องเผชิญกลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เมื่อกลไกธรรมชาติทำให้เกิดอาการคัดตึงเต้านม แต่องค์กรกลับไม่มีห้องที่เป็นส่วนตัวสำหรับบีบเก็บน้ำนมแม่ หลายคนต้องแอบไปนั่งปั๊มนมในห้องน้ำสาธารณะ หรือหัวหน้างานตำหนิว่า "แวะไปปั๊มนมบ่อยๆ ถือว่าเอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน" จนขู่ว่าจะตัดคะแนนประเมิน คำถามสำคัญคือ แม่ลูกอ่อนที่กลับมาทำงานมีสิทธิบีบเก็บน้ำนมในที่ทำงานหรือไม่ และตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน นายจ้างมีหน้าที่ดูแลอย่างไร

ในระดับสากล การให้นมบุตรและการบีบเก็บน้ำนมแม่ได้รับการรับรองเป็นสิทธิพื้นฐาน โดย อนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 183 กำหนดว่า ลูกจ้างหญิงมีสิทธิหยุดพักระหว่างวันเพื่อให้นมบุตรหรือบีบเก็บน้ำนม โดยให้นับเป็นเวลาทำงานและได้รับค่าจ้างตามปกติ

สำหรับประเทศไทย กฎหมายและแนวปฏิบัติที่คุ้มครองสิทธิแม่ลูกอ่อนมี 3 มิติหลัก:

ประการแรก สิทธิการจัดสรรเวลาพักตามมาตรา 27 ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 27 กำหนดให้นายจ้างจัดเวลาพักระหว่างวันทำงานไม่น้อยกว่าวันละ 1 ชั่วโมง และกฎหมายไม่ได้ห้ามที่จะแบ่งเวลาพักออกเป็นช่วงๆ แม่ลูกอ่อนจึงมีสิทธิตกลงกับนายจ้างเพื่อจัดสรรเวลาพักย่อยวันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 20-30 นาที สำหรับการบีบเก็บน้ำนมเพื่อป้องกันภาวะเต้านมอักเสบ (Mastitis) ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ประการที่สอง หน้าที่จัดสภาพแวดล้อมที่ถูกสุขอนามัย ตาม พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 มาตรา 8 นายจ้างมีหน้าที่ดูแลสถานประกอบการให้มีสภาพแวดล้อมที่ถูกสุขลักษณะและปลอดภัยต่อสุขภาพ การปล่อยให้พนักงานหญิงต้องไปปั๊มนมในห้องน้ำถือเป็นการจัดสภาพแวดล้อมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ และขัดต่อนโยบาย "มุมนมแม่ในสถานประกอบการ" ที่กระทรวงแรงงานและกรมอนามัยร่วมกันรณรงค์

ประการที่สาม สิทธิขอเปลี่ยนงานชั่วคราวและห้ามเลือกปฏิบัติ ตาม มาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน หากมีใบรับรองแพทย์ยืนยันว่าไม่อาจทำงานในหน้าที่เดิมได้เนื่องจากภาวะหลังคลอด ลูกจ้างมีสิทธิขอเปลี่ยนหน้าที่การงานชั่วคราวได้ และนายจ้างไม่มีสิทธินำเรื่องการบีบเก็บน้ำนมมาเป็นเหตุในการตัดเบี้ยขยัน หรือประเมินผลงานตกเกรด เพราะถือเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมตาม มาตรา 15

กรณีศึกษาจำลอง

(ตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย ไม่ใช่เหตุการณ์จริง)

นุชนาถ ทำงานเป็นพนักงานวิเคราะห์สินเชื่อ กลับมาทำงานหลังลาคลอดและต้องบีบเก็บน้ำนมวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 20 นาที แต่บริษัทไม่มีห้องนมแม่และหัวหน้างานห้ามลุกจากโต๊ะเกินเวลาพักเที่ยง นุชนาถทนคัดเต้าจนเต้านมอักเสบติดเชื้อต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล เมื่อกลับมาทำงาน นุชนาถขอจัดสรรเวลาพักและขอมุมนมแม่ที่ถูกสุขอนามัย แต่ถูกหัวหน้าออกหนังสือเตือน นุชนาถจึงนำใบรับรองแพทย์ไปร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงาน เจ้าหน้าที่วินิจฉัยว่า การบีบเก็บน้ำนมเป็นความจำเป็นทางสุขภาพ และการจัดสรรเวลาพักไม่กระทบต่องาน จึงสั่งให้นายจ้างยกเลิกหนังสือเตือน และสั่งให้จัดพื้นที่มิดชิดปลอดภัยสำหรับการบีบเก็บน้ำนมทันที (ควรตรวจสอบคำพิพากษาต้นฉบับ)

แนวทางรับมือ 4 ขั้นตอนสำหรับคุณแม่หลังคลอด

หากคุณเป็นคุณแม่หลังคลอดที่ต้องกลับมาทำงาน มีแนวทางรับมือ 4 ขั้นตอน:

  • เจรจาจัดสรรเวลาพักล่วงหน้า: พูดคุยกับหัวหน้างานเพื่อขอแบ่งเวลาพักตามมาตรา 27 วันละ 2 รอบ รอบละ 20-30 นาที

  • เสนอจัดตั้ง "มุมนมแม่": ประสานงานฝ่ายบุคคลเพื่อขอพื้นที่ห้องว่างที่มีปลั๊กไฟและตู้เย็นตามแนวทางกรมอนามัย

  • ใช้ใบรับรองแพทย์ยืนยัน: หากมีภาวะแทรกซ้อนหรือเต้านมอักเสบ ให้ใช้ใบรับรองแพทย์ยืนยันความจำเป็นตามมาตรา 42

  • ปรึกษาพนักงานตรวจแรงงาน: หากถูกสั่งห้าม ข่มขู่ หรือลงโทษทางวินัย สามารถขอคำปรึกษาได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือโทร 1506

การให้นมแม่คือการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดให้ลูก การสนับสนุนแม่ทำงานคือหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกันขององค์กรและสังคม

แหล่งอ้างอิง

  • พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 15, มาตรา 27 และมาตรา 42

  • พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 มาตรา 8

  • อนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 183 ว่าด้วยการคุ้มครองความเป็นมารดา

  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (คู่มือการจัดตั้งมุมนมแม่ในสถานประกอบกิจการ)

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: