จ้างคนใหม่แพงกว่าคนเก่าที่นั่งเทรนงาน: หลุมพรางค่าตอบแทนที่บีบให้มือดีลาออกเงียบ

8 พ.ย. 25690

จ้างคนใหม่แพงกว่าคนเก่าที่นั่งเทรนงาน: หลุมพรางค่าตอบแทนที่บีบให้มือดีลาออกเงียบ

ความเงียบที่น่าอึดอัดเริ่มปกคลุมแผนกการตลาดทันทีที่บริษัทประกาศรับสมัครงานตำแหน่งใหม่บนเว็บไซต์จัดหางาน ช่วงเงินเดือนที่ระบุไว้ในประกาศเพื่อดึงดูดคนนอกกลับสูงกว่ารายได้ปัจจุบันของพนักงานรุ่นพี่ที่ทำงานแบกทีมมาเกือบสี่ปี

สิ่งที่เจ็บปวดกว่าตัวเลขในประกาศ คือในอีกสามสัปดาห์ต่อมา พนักงานรุ่นพี่คนเดิมกลับได้รับมอบหมายจากหัวหน้าแผนกให้เป็นพี่เลี้ยง คอยประกบสอนงานและถ่ายทอดระบบงานทั้งหมดให้กับพนักงานใหม่ที่รับเข้ามาด้วยฐานเงินเดือนที่สูงกว่าตัวเอง

นี่คือภาพสะท้อนของปรากฏการณ์เงินเดือนกลับหัว หรือ Salary Inversion ปัญหาเรื้อรังที่ฝ่ายบุคคลและผู้บริหารหลายองค์กรมองข้าม เมื่อตลาดแรงงานภายนอกมีความต้องการตัวสูง องค์กรยอมทุ่มงบประมาณก้อนโตเพื่อดึงคนใหม่เข้ามาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่กลับตระหนี่ถี่เหนียวกับการปรับเพิ่มผลตอบแทนให้กับคนที่สร้างรากฐานให้บริษัทมาอย่างยาวนาน

ตรรกะวิบัติ: มีงบไม่อั้นเพื่อหาคนใหม่ แต่ไม่มีงบรักษาคนเดิม

เวลาผู้บริหารอนุมัติการจ้างงาน มักมองตัวเลขเงินเดือนคนใหม่แยกออกจากโครงสร้างเดิม โดยอ้างว่าเป็น "ราคาตลาด" ที่ต้องยอมจ่ายเพื่อแย่งชิงคนมีความสามารถ

แต่ในมุมของคนทำงานเดิมที่ภักดีต่อองค์กร การปรับเงินเดือนประจำปีปีละไม่กี่เปอร์เซ็นต์แทบไม่ทันกับอัตราเงินเฟ้อ ยิ่งเมื่อต้องมารับภาระแก้ข้อผิดพลาดและคอยสอนงานคนใหม่ที่ได้ค่าตอบแทนสูงกว่า ความรู้สึกไม่เป็นธรรมจึงเปลี่ยนความทุ่มเทให้กลายเป็นการถอนตัวเงียบๆ (Quiet Quitting)

พนักงานเก่าเริ่มหยุดทำงานเกินหน้าที่ เลิกให้คำแนะนำเชิงรุก และเริ่มเก็บงำความรู้หน้างานไว้กับตัว ก่อนจะจบลงด้วยการยื่นใบลาออกไปรับ "ราคาตลาด" จากบริษัทคู่แข่ง

เมื่อคนเก่าลาออก สิ่งที่องค์กรต้องจ่ายไม่ใช่แค่เงินเดือนคนใหม่ แต่เป็นต้นทุนแฝงในการสรรหาคนทดแทน (Cost of Replacement) ทั้งค่าประกาศงาน ค่าเสียเวลาสัมภาษณ์ ค่าฝึกอบรม และความเสียหายจากงานที่สะดุดหยุดชะงัก ซึ่งเมื่อคำนวณรวมกันแล้วสูงกว่างบประมาณที่ต้องใช้ปรับฐานเงินเดือนให้คนเดิมหลายเท่าตัว

ผ่าตัดโครงสร้างค่าจ้างด้วยการตรวจสอบความเหลื่อมล้ำประจำปี

การปล่อยให้ช่องว่างของค่าตอบแทนบิดเบี้ยวไปเรื่อยๆ คือการทำลายวัฒนธรรมองค์กรจากแกนกลาง ฝ่ายบริหารและ HR ต้องเลิกใช้นโยบายขอไปที แล้วหันมาจัดการปัญหานี้เชิงรุก

หนึ่ง ทำการตรวจสอบโครงสร้างค่าจ้าง (Salary Audit) ทุกปี เปรียบเทียบอัตราค่าตอบแทนของตำแหน่งงานสำคัญกับราคาตลาดอย่างสม่ำเสมอ หากพบว่าฐานเงินเดือนของตำแหน่งเปิดรับใหม่เริ่มทับซ้อนหรือแซงหน้าพนักงานเดิมที่มีผลงานดีเด่น องค์กรต้องกันงบประมาณสำหรับปรับฐานเงินเดือนเพื่อความเสมอภาค (Market Adjustment) ให้กับคนเก่าทันที โดยไม่ต้องรอให้พวกเขายื่นใบลาออกมาต่อรอง

สอง กำหนดเกณฑ์ผลตอบแทนที่ผูกกับคุณค่าและผลงานจริง ไม่ใช่แค่อายุงานหรือราคาตอนรับเข้า หากพนักงานใหม่เข้ามาด้วยเงินเดือนสูง พวกเขาต้องมีเป้าหมายผลงานและจุดชี้วัดที่ท้าทายกว่า ไม่ใช่ทำงานแบบเดียวกันแต่ได้เงินมากกว่าเพียงเพราะย้ายงานบ่อย

ในมิติด้านกฎหมายแรงงานไทย การบริหารโครงสร้างค่าจ้างต้องยึดหลักความเสมอภาค เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ การมีโครงสร้างระดับตำแหน่งและเกณฑ์การประเมินค่างานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ จะช่วยป้องกันปัญหาข้อพิพาทเรื่องการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียม ซึ่งควรปรึกษานักกฎหมายแรงงานเพื่อวางกรอบระเบียบค้ำประกันความเป็นธรรมควบคู่ไปด้วย

งานด่วนชิ้นแรกที่ HR ต้องเปิดไฟล์ตรวจสอบในไตรมาสนี้

เปิดตารางฐานเงินเดือนของทั้งทีมขึ้นมาเทียบกับอัตราค่าจ้างของพนักงานใหม่ที่เพิ่งรับเข้ามาในรอบหนึ่งปี

ถ้าคุณพบว่าคนที่กำลังแบกงานหนักที่สุดและคอยแก้ปัญหาทุกอย่างให้ทีม ได้รับค่าตอบแทนน้อยกว่าคนที่เพิ่งเริ่มงานและยังทำงานไม่เป็น นั่นคือสัญญาณเตือนว่าองค์กรกำลังจ่ายเงินแพงลิ่วเพื่อขับไล่คนที่เก่งที่สุดของตัวเองออกไป

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: