เพื่อนร่วมงานลาออก แต่ถูกสั่งให้แบกงานคูณสองโดยไม่ขึ้นเงินเดือน: ปฏิเสธได้ไหม และกฎหมายแรงงานว่าอย่างไร?

5 พ.ย. 25690

เพื่อนร่วมงานลาออก แต่ถูกสั่งให้แบกงานคูณสองโดยไม่ขึ้นเงินเดือน: ปฏิเสธได้ไหม และกฎหมายแรงงานว่าอย่างไร?

เมื่อเพื่อนร่วมทีมทยอยลาออกจนโต๊ะข้างๆ ว่างเปล่า แทนที่ฝ่ายบริหารจะรับสมัครคนเพิ่ม กลับมีคำสั่งว่า "ช่วงนี้บริษัทต้องรัดเข็มขัด ขอแช่แข็งการรับคนใหม่ ให้คนที่เหลือช่วยๆ กันแบ่งงานไปก่อน" แต่คำว่า "ช่วยกันก่อน" มักกลายเป็นการถาวร งานเดิมที่มีก็ล้นมืออยู่แล้ว ต้องแบกรับหน้าที่ของอีกสองตำแหน่งเพิ่มขึ้นมา ทำโอทีดึกดื่นทุกวันโดยไม่มีการปรับขึ้นเงินเดือนแม้แต่บาทเดียว จนสุขภาพกายและสุขภาพจิตพังทลาย คำถามสำคัญคือ นายจ้างมีอำนาจยัดเยียดงานเพิ่มขึ้นอย่างไม่จำกัดได้จริงหรือ และตามกฎหมายแรงงาน เรามีสิทธิปฏิเสธได้หรือไม่

ในหลักการทั่วไป การจ้างงานเกิดจากความตกลงร่วมกันตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 ซึ่งกำหนดว่าลูกจ้างตกลงจะทำงานให้นายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้ ดังนั้น "ขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบ" (Job Description) ที่ระบุไว้ในสัญญาจ้าง ย่อมถือเป็นสาระสำคัญของสัญญา

ประเด็นทางกฎหมายที่ต้องเข้าใจมี 3 มิติหลัก

  • ประการแรก สภาพการจ้างตามกฎหมาย: ตาม พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 5 กำหนดให้ตำแหน่ง หน้าที่ และลักษณะงาน ถือเป็นสภาพการจ้าง ซึ่งมาตรา 20 บัญญัติว่า นายจ้างไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างให้เป็นผลร้ายหรือไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างฝ่ายเดียวได้ หากลูกจ้างไม่ยินยอม การที่นายจ้างสั่งเพิ่มงานเป็นเท่าตัว หรือสั่งให้ทำงานข้ามสายงานจนสร้างภาระเกินกำลัง โดยไม่ปรับค่าตอบแทน ย่อมถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นธรรม

  • ประการที่สอง สิทธิการปฏิเสธคำสั่งที่ไม่เป็นธรรม: ลูกจ้างมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้างเฉพาะ "คำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม" เท่านั้น หากคำสั่งนั้นเป็นการบังคับให้ทำงานเกินเวลาทำงานปกติวันละ 8 ชั่วโมงโดยไม่ได้รับความยินยอมตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 24 หรือเป็นงานที่เกินขอบเขตสัญญาจ้าง ลูกจ้างย่อมมีสิทธิปฏิเสธได้โดยไม่ถือเป็นความผิดฐานขัดคำสั่งนายจ้าง

  • ประการที่สาม ผลกระทบต่อการเลิกจ้าง: หากนายจ้างนำเหตุที่ลูกจ้างปฏิเสธการแบกงานคูณสองมาเป็นข้ออ้างในการออกหนังสือเตือน หรือเลิกจ้าง ศาลแรงงานมักมองว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ซึ่งนายจ้างต้องจ่ายค่าเสียหายและค่าชดเชยตาม มาตรา 118

(ตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย ไม่ใช่เหตุการณ์จริง)

จิรวัฒน์ ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูล ต่อมาเพื่อนร่วมทีมฝ่ายการตลาด 2 คนลาออก ผู้บริหารสั่งให้จิรวัฒน์รับผิดชอบงานยิงโฆษณาและดูแลลูกค้าทั้งหมดเพิ่มเติมนอกเหนือจากงานวิเคราะห์ โดยไม่มีการปรับเงินเดือนหรือจ่ายโอที จิรวัฒน์ทำได้ 2 เดือนจนเริ่มหมดไฟ จึงทำบันทึกชี้แจงว่าปริมาณงานเกินกำลังและขอปฏิเสธงานการตลาด หัวหน้างานออกหนังสือเตือนว่าขัดคำสั่ง จิรวัฒน์จึงนำเรื่องปรึกษาพนักงานตรวจแรงงาน เจ้าหน้าที่วินิจฉัยว่า งานที่สั่งเพิ่มอยู่นอกเหนือสัญญาจ้างและเป็นการเปลี่ยนสภาพการจ้างที่ไม่เป็นธรรม คำสั่งของนายจ้างจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และสั่งให้นายจ้างยกเลิกหนังสือเตือนทันที (ควรตรวจสอบคำพิพากษาต้นฉบับ)

หากกำลังตกอยู่ในภาวะถูกสั่งให้แบกงานคูณสอง มีแนวทางรับมือ 4 ขั้นตอน

  1. ตรวจสอบสัญญาจ้างและ Job Description: ดูว่าหน้าที่เดิมระบุไว้อย่างไร เพื่อใช้เป็นขอบเขตอ้างอิงความรับผิดชอบตามกฎหมาย

  2. บันทึกรายการงานและเวลาที่ใช้จริง: ทำตารางบันทึกปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นและชั่วโมงทำงาน เพื่อแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเกินเวลาปกติ 8 ชั่วโมง

  3. เจรจาเพื่อจัดลำดับความสำคัญ: พูดคุยกับหัวหน้างานเพื่อขอกำหนด Priority งาน หรือขอเจรจาปรับขึ้นค่าตอบแทนและตำแหน่งที่เหมาะสม

  4. ปรึกษาพนักงานตรวจแรงงาน: หากถูกข่มขู่หรือถูกลงโทษทางวินัยอย่างไม่เป็นธรรม สามารถขอคำปรึกษาได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือโทร 1506

ความรับผิดชอบในหน้าที่เป็นสิ่งที่ดี แต่การยอมแบกงานเกินกำลังฟรีๆ คือการทำลายทั้งสุขภาพและคุณค่าวิชาชีพของตัวคุณเอง

แหล่งอ้างอิง

  • พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 5 และมาตรา 20

  • พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 23, มาตรา 24 และมาตรา 118

  • พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49

  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 (สัญญาจ้างแรงงาน)

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: