เงินเดือนเลื่อนจ่าย ขอผ่อน หรือค้างข้ามเดือน: สัญญาณอันตรายบริษัทถังแตก กับสิทธิ์ดอกเบี้ย 15% และเงินเพิ่มที่ลูกจ้างต้องรีบทวง

3 พ.ย. 25690

เงินเดือนเลื่อนจ่าย ขอผ่อน หรือค้างข้ามเดือน: สัญญาณอันตรายบริษัทถังแตก กับสิทธิ์ดอกเบี้ย 15% และเงินเพิ่มที่ลูกจ้างต้องรีบทวง

สิ้นเดือนที่ควรจะเป็นวันที่โล่งใจที่สุด กลับกลายเป็นวันที่เครียดที่สุดเมื่อยอดเงินในแอปธนาคารยังนิ่งสนิท พอเปิดอีเมลดู กลับเจอจดหมายจากฝ่ายบริหารที่ส่งมาตอนบ่ายแก่ๆ ว่า "เนื่องจากลูกค้าชะลอการจ่ายเงิน บริษัทจึงจำเป็นต้องขอเลื่อนจ่ายเงินเดือนออกไปเป็นวันที่ 15 หรือขอแบ่งจ่าย 50% ก่อน ขอให้ทุกคนช่วยกันฟันฝ่าวิกฤตนี้ไปด้วยกัน"

หากนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น แต่เริ่มกลายเป็นพฤติกรรมประจำทุกสิ้นเดือน ขอให้หยุดปลอบใจตัวเองว่า "บริษัทคงแค่สะดุดชั่วคราว" เพราะในความเป็นจริงทางธุรกิจ การเลื่อนจ่ายเงินเดือนคือสัญญาณอันตรายขั้นวิกฤตที่บอกว่าบริษัทกำลัง "ถังแตก" และคุณกำลังถูกเปลี่ยนสถานะจาก "พนักงานกินเงินเดือน" ไปเป็น "เจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน" โดยไม่รู้ตัว

คนทำงานจำนวนมากตกหลุมพรางความเห็นใจ ยอมทำงานฟรีต่อไปอีกหลายเดือนเพราะเกรงใจหัวหน้า แต่สุดท้ายเมื่อบริษัทปิดประตูล็อกกุญแจหนีหาย สิ่งที่เหลือไว้มีเพียงหนี้บัตรเครดิต ค่าเช่าห้องที่ค้างชำระ และเงินเดือนที่ทวงคืนไม่ได้

กฎหมายแรงงานว่าอย่างไร: นายจ้างค้างจ่ายค่าจ้าง มีโทษทั้งแพ่งและอาญา

ในสายตาของกฎหมายแรงงาน ค่าจ้างคือปัจจัยยังชีพขั้นพื้นฐานของลูกจ้าง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จึงวางบทลงโทษที่เด็ดขาดเพื่อป้องกันไม่ให้นายจ้างเอาเปรียบ:

  • 1. ต้องจ่ายค่าจ้างตามกำหนดเวลาที่ตกลงกัน (มาตรา 70) นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้ถูกต้องตามกำหนดเวลา อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง การอ้างว่าลูกค้ารายใหญ่ยังไม่โอนเงิน หรือรอเงินกู้จากธนาคาร ไม่ใช่เหตุผลทางกฎหมายที่นำมาใช้อ้างเพื่อเลื่อนจ่ายเงินเดือนได้

  • 2. สิทธิ์เรียกร้องดอกเบี้ยผิดนัด 15% ต่อปี (มาตรา 9 วรรคหนึ่ง) หากนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตลอดระยะเวลาที่ผิดนัดชำระ

  • 3. กับดัก "เงินเพิ่ม 15% ทุกๆ 7 วัน" ที่นายจ้างกลัวที่สุด (มาตรา 9 วรรคสอง) หากนายจ้าง "จงใจไม่จ่ายค่าจ้างโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร" เมื่อพ้นกำหนด 7 วันนับแต่วันที่ถึงกำหนดจ่าย นายจ้างต้องจ่าย "เงินเพิ่ม" ให้แก่ลูกจ้างอีกร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่าย ในทุกๆ รอบระยะเวลา 7 วัน นั่นหมายความว่า ยิ่งนายจ้างดึงเวลาเหนียวหนี้ ยอดหนี้ที่ต้องจ่ายให้ลูกจ้างจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล

  • 4. มีโทษทางอาญาจำคุก (มาตรา 144) นายจ้างที่ฝ่าฝืนมาตรา 70 มีความผิดทางอาญา มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Case Insight: ราคาของความเกรงใจ ยอมทำงานฟรี 4 เดือน

เอก (นามสมมติ) ซีเนียร์กราฟิกดีไซเนอร์ ทำงานกับบริษัทเอเจนซีขนาดกลางมา 4 ปี ด้วยความผูกพันและเชื่อใจผู้บริหาร เมื่อบริษัทเริ่มจ่ายเงินเดือนล่าช้าและขอผ่อนจ่าย เอกจึงยอมทนทำงานต่อ

  • เดือนแรก บริษัทขอเลื่อน 15 วัน

  • เดือนที่สอง ขอจ่ายเพียง 30% แล้วบอกว่าจะทบให้สิ้นเดือนหน้า

  • เดือนที่สามและสี่ เงินเดือนไม่เข้าเลยสักบาท แต่ผู้บริหารยังคงพูดในที่ประชุมทุกเช้าว่า "อีกนิดเดียวนะทุกคน ลูกค้าโปรเจกต์ใหญ่กำลังจะเซ็นสัญญา"

เอกต้องกู้เงินนอกระบบมารูดบัตรจ่ายค่าเช่าคอนโด กระทั่งเช้าวันจันทร์หนึ่ง เมื่อเอกเดินทางไปถึงออฟฟิศ กลับพบว่าออฟฟิศปิดเงียบ โต๊ะทำงานว่างเปล่า อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และทรัพย์สินมูลค่าสูงถูกขนย้ายออกไปหมดในคืนวันอาทิตย์ ผู้บริหารปิดเครื่องหนีและติดต่อไม่ได้อีกเลย

เอกและเพื่อนร่วมงานอีก 12 คน จึงรีบเดินทางไปยื่นคำร้อง (คร.7) ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน แม้พนักงานตรวจแรงงานจะออกคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงิน แต่บริษัทไม่มีเงินในบัญชีเหลือแล้ว ลูกจ้างจึงต้องรอทำเรื่องขอรับเงินบรรเทาความเดือดร้อนจาก "กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง" ของกรมสวัสดิการฯ ซึ่งช่วยเหลือได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

บทเรียนราคาแพงของเอกคือ "ยิ่งรอช้า โอกาสได้เงินคืนยิ่งกลายเป็นศูนย์"

4 พฤติกรรมสัญญาณเตือนภัย "บริษัทใกล้ล้ม"

หากเจอพฤติกรรมเหล่านี้เกิน 2 ข้อ ให้เตรียมตัวทันที:

  • เริ่มจ่ายเงินเดือนไม่ตรงวัน หรือแบ่งจ่ายเป็นก้อนเล็กก้อนน้อย

  • ตรวจสอบในระบบประกันสังคมพบว่า บริษัทหักเงินสมทบจากสลิปเงินเดือนไป แต่ไม่ได้นำส่งสำนักงานประกันสังคมจริง

  • อุปกรณ์ ข้าวของเครื่องใช้ หรือบริการพื้นฐานในออฟฟิศเริ่มถูกตัด เช่น อินเทอร์เน็ตโดนระงับ ค่าน้ำค่าไฟค้างชำระ

  • ผู้บริหารระดับสูงเริ่มทยอยลาออกเงียบๆ

แนวทางตั้งรับเมื่อบริษัทเริ่มเบี้ยวเงินเดือน

  • รวมกลุ่มเพื่อนร่วมงานและยื่นหนังสือทวงถาม: ทำหนังสือทวงถามค่าจ้างค้างจ่ายเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุยอดเงินและเส้นตายการจ่ายที่ชัดเจน พร้อมอ้างอิงสิทธิ์ดอกเบี้ยและเงินเพิ่มตามมาตรา 9

  • ห้ามยึดทรัพย์สินบริษัทเองโดยพลการ: อย่าหยิบคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สำนักงานกลับบ้านเพื่อตีเป็นค่าจ้าง เพราะอาจถูกนายจ้างแจ้งความดำเนินคดีอาญาข้อหาลักทรัพย์

  • ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานทันที: อย่ารอให้ค้างเกิน 1-2 เดือน รีบนำหลักฐานสลิปเงินเดือน สัญญาจ้าง และสเตตเมนต์ธนาคารไปยื่นคำร้อง คร.7 ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ เพื่อออกคำสั่งบังคับทางกฎหมาย

  • อัปเดตพอร์ตโฟลิโอและหางานใหม่ทันที: บริษัทที่เริ่มมีปัญหาเรื่องสภาพคล่องเงินเดือน โอกาสฟื้นตัวมีน้อยมาก การมองหาทางรอดใหม่คือหน้าที่รับผิดชอบต่อตัวเองและครอบครัว

ความภักดีต่อองค์กรเป็นเรื่องที่ดี แต่ความภักดีไม่สามารถนำไปจ่ายค่าข้าว ค่าเช่าห้อง หรือค่างวดรถได้ เมื่อบริษัทไม่สามารถทำตามสัญญาพื้นฐานที่สุดอย่างการจ่ายค่าจ้าง คุณก็ไม่มีหน้าที่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงล้มละลายร่วมกับใคร

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: