โพสต์บ่นเรื่องงานในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดนไล่ออกฟ้าผ่าไม่จ่ายค่าชดเชย ผิดกฎหมายไหม?
3 พ.ย. 25690
"หัวหน้างานแบบนี้ใครจะอยากอยู่ด้วย ระบบหลังบ้านพังพินาศแต่กดดันหายอด บ่นไปก็เหนื่อยใจ ขอพักก่อน"
ข้อความสั้นๆ ที่โพสต์ลงบนเฟซบุ๊กหรือโซเชียลมีเดียส่วนตัวหลังเลิกงานด้วยอารมณ์เหนื่อยล้า ปิดการมองเห็นเฉพาะเพื่อน แต่รุ่งเช้ากลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อมีเพื่อนร่วมงานแคปหน้าจอไปส่งให้ฝ่ายบริหาร ก่อนที่คุณจะถูกเรียกเข้าห้องเย็น พร้อมซองขาวและคำสั่งเลิกจ้างทันที โดย HR อ้างว่า "ทำผิดวินัยร้ายแรง ทำลายชื่อเสียงองค์กร ไล่ออกได้โดยไม่จ่ายค่าชดเชยแม้แต่บาทเดียว!" สถานการณ์สุดช็อกนี้เกิดขึ้นจริงกับคนทำงานยุคดิจิทัลแทบทุกวัน แต่คำถามสำคัญตามกฎหมายแรงงานคือ นายจ้างมีสิทธิไล่คุณออกโดยไม่จ่ายเงินชดเชยเพียงเพราะโพสต์ระบายในพื้นที่ส่วนตัวได้จริงหรือ?
เส้นแบ่งระหว่าง "สิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น" กับ "ความผิดวินัยร้ายแรง"
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 34 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด และการเขียน การโพสต์สเตตัสในโซเชียลมีเดียส่วนตัวถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เว้นแต่นายจ้างจะพิสูจน์ได้ว่าการกระทำนั้นเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมายแรงงาน
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (2) นายจ้างจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ ต้องเป็นกรณีที่ลูกจ้าง "จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย" ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานเคยวางบรรทัดฐานไว้อย่างชัดเจนว่า การโพสต์ระบายความอัดอั้นตันใจ บ่นเรื่องงาน หรือตัดพ้อผู้บังคับบัญชา โดยที่:
ไม่ได้ระบุชื่อบริษัท ไม่มีโลโก้ หรือไม่ได้เจาะจงให้บุคคลภายนอกทราบได้ทันทีว่าเป็นองค์กรใด
- ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลความลับทางการค้า ข้อมูลลูกค้า หรือความลับทางธุรกิจ
- ไม่ได้กล่าวหาใส่ร้ายสินค้าหรือบริการของบริษัทจนกระทบต่อยอดขายหรือชื่อเสียงในทางทำมาหาได้
การโพสต์ในลักษณะนี้ แม้จะมีถ้อยคำไม่สุภาพหรือไม่เหมาะสมในสายตาของนายจ้าง แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นการ "จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายร้ายแรง" ตามมาตรา 119 (2)
นายจ้างจะเลิกจ้างได้ ต้องมีขั้นตอนตามกฎหมาย
หากบริษัทมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานห้ามโพสต์พาดพิงองค์กร การโพสต์ระบายความรู้สึกทั่วไปถือเป็นเพียงความผิดวินัยธรรมดา นายจ้างจะต้องออก "หนังสือเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร" เสียก่อนตามมาตรา 119 (4) หากลูกจ้างกระทำผิดซ้ำคำเตือนภายใน 1 ปี จึงจะมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย
หากนายจ้างโมโหแล้วมีคำสั่งให้ออกจากงานทันทีโดยไม่มีหนังสือเตือนมาก่อน ศาลแรงงานจะถือว่าเป็น "การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม" ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ส่งผลให้นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมครบถ้วน
เคสตัวอย่างจำลอง
เมย์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการลูกค้า โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า "เบื่อหัวหน้าสั่งงานไม่รู้เรื่อง ระบบหลังบ้านมีแต่ปัญหา สงสารลูกค้าที่ต้องมารับกรรม" โดยตั้งค่าเฉพาะเพื่อนและไม่ได้เอ่ยชื่อบริษัท ต่อมามีคนแคปส่งให้ผู้จัดการ ผู้จัดการโกรธจัดจึงสั่งฝ่ายบุคคลออกหนังสือเลิกจ้างเมย์ในวันรุ่งขึ้นทันที อ้างว่าผิดวินัยร้ายแรงทำลายภาพลักษณ์องค์กรและไม่จ่ายค่าชดเชย
เมย์ตัดสินใจยื่นฟ้องต่อศาลแรงงาน ศาลพิพากษาว่า ข้อความของเมย์เป็นเพียงการระบายความรู้สึกส่วนตัว ไม่ได้ระบุชื่อบริษัทหรือข้อมูลเฉพาะที่ทำให้คนทั่วไปรู้ว่าเป็นองค์กรใด จึงไม่ก่อให้เกิดความเสียหายทางธุรกิจแก่บริษัทอย่างร้ายแรง คำสั่งเลิกจ้างทันทีจึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 119 และถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษาให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายรวมกว่า 180,000 บาท
พฤติกรรมโพสต์แบบไหนที่อันตรายและอาจถูกไล่ออกได้ฟรีๆ?
โพสต์พาดพิงระบุชื่อบริษัท ชื่อแบรนด์ หรือแท็กเพจองค์กรอย่างชัดเจนจนบุคคลภายนอกเข้าใจผิด
- โพสต์ใส่ร้ายว่าสินค้าของบริษัทไม่ได้มาตรฐานหรือโกงลูกค้า โดยไม่มีมูลความจริง
- โพสต์ภาพหน้าจอแชตลูกค้า ข้อมูลทางการเงิน หรือสัญญาการค้าที่เป็นความลับขององค์กร
- ด่าทอหรือหมิ่นประมาทเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้างานโดยระบุตัวตนชัดเจน ซึ่งอาจถูกดำเนินคดีอาญาฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328
โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่มีสายตานับร้อยจับจ้อง แม้กฎหมายแรงงานจะคุ้มครองสิทธิในการแสดงความเห็น แต่การมีสติคัดกรองเนื้อหาก่อนกดโพสต์ ย่อมเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดเพื่อรักษาอนาคตการทำงานของคุณ