ตัดงบอบรมเพื่อลดต้นทุน: การประหยัดเงินระยะสั้นที่ทำให้องค์กรจ่ายแพงขึ้นเป็นสามเท่า

8 พ.ย. 25690

ตัดงบอบรมเพื่อลดต้นทุน: การประหยัดเงินระยะสั้นที่ทำให้องค์กรจ่ายแพงขึ้นเป็นสามเท่า

ในห้องประชุมพิจารณางบประมาณช่วงปลายปี เมื่อตัวเลขผลประกอบการส่งสัญญาณชะลอตัว บรรทัดแรกที่ผู้บริหารระดับสูงกวาดสายตามองแล้วสั่งขีดฆ่าทิ้งทันทีคือ "งบประมาณฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร (Learning & Development - L&D)"

เหตุผลที่ให้มักเรียบง่ายและฟังดูสมเหตุสมผลในระยะสั้น: "ปีหน้าต้องรัดเข็มขัด อะไรที่ไม่ใช่รายได้ตรงๆ ให้ตัดออกก่อน คนทำงานก็ทำงานเดิมได้อยู่แล้ว ไม่เห็นจำเป็นต้องไปเรียนอะไรเพิ่ม"

แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่ถึงหกเดือน ผลลัพธ์ของการประหยัดงบก้อนนั้นกลับส่งบิลเรียกเก็บเงินก้อนมหึมากลับมาที่โต๊ะผู้บริหาร:

• ทีมการตลาดและฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ไม่สามารถปรับใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ทันคู่แข่ง เกิดช่องว่างความสามารถ (Performance Gap) อย่างรุนแรง

• คนเก่งที่มีศักยภาพสูงและกระหายการเติบโต เริ่มหมดไฟในการทำงาน เพราะรู้สึกว่าองค์กรหยุดนิ่งและไร้อนาคต จึงทยอยยื่นใบลาออกไปอยู่กับบริษัทที่พร้อมลงทุนกับศักยภาพคน

• ฝ่ายสรรหาต้องวิ่งวุ่นแก้ปัญหาแบบ Firefighting ด้วยการจ้างผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามาด้วยค่าตัวแพงลิ่ว และต้องเสียค่าหัวให้บริษัทจัดหางาน (Headhunter) เป็นเงินมหาศาล

ตัวเลขที่ประหยัดได้จากงบอบรมไม่กี่แสนบาท กลับกลายเป็นต้นทุนความเสียหายและค่าจ้างทดแทนที่พุ่งสูงกว่าเดิมถึงสามเท่า

ทำไมการตัดงบพัฒนาคน จึงกลายเป็นการตัดสินใจทางการเงินที่ผิดพลาดที่สุดขององค์กร?

มายาคติทางบัญชี: มองคนเป็น "ต้นทุนที่ต้องตัด" แทนที่จะมองเป็น "สินทรัพย์ที่เติบโตได้"

ต้นตอแรกเกิดจากวิธีคิดดั้งเดิมที่จัดหมวดหมู่พนักงานไว้ในช่องค่าใช้จ่าย (Cost Center) เช่นเดียวกับค่าเช่าออฟฟิศหรือค่าไฟ

เมื่อมองคนเป็นต้นทุน ผู้บริหารจึงคิดว่าการลดต้นทุนคือหนทางสู่การเพิ่มกำไร แต่ในความเป็นจริงของเศรษฐกิจยุคใหม่ พนักงานคือสินทรัพย์ประเภทเดียวที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ไม่มีที่สิ้นสุด (Appreciating Asset) หากได้รับการฝึกฝนและเติมทักษะที่ถูกต้อง การหยุดรดน้ำต้นไม้เพื่อประหยัดค่าน้ำ ย่อมทำให้ต้นไม้เหี่ยวเฉาและหยุดออกผลผลิตในที่สุด

องค์กรที่ตัดงบพัฒนาคน กำลังบีบให้พนักงานต้องใช้เครื่องมือเดิมๆ ไปแข่งขันกับคู่แข่งที่พัฒนาทักษะใหม่ทุกสัปดาห์

ความล้มเหลวของ HR: จัดอบรมแบบนับชั่วโมงสะสม จนผู้บริหารไม่เห็น ROI

ต้นตอที่สองต้องยอมรับความจริงว่า มาจากการที่ฝ่ายบุคคลในอดีตไม่สามารถพิสูจน์ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI ของคน) ได้อย่างเป็นรูปธรรม

หลายองค์กรจัดอบรมตามรายการสำเร็จรูป (Training Catalog) เพียงเพื่อให้ครบชั่วโมงตามเกณฑ์ประเมิน หรือจัดคอร์สสัมมนาเพียงเพื่อให้ได้ถ่ายรูปรายงานบอร์ดบริหาร โดยไม่เคยเชื่อมโยงว่าหลักสูตรเหล่านั้นเข้ามาช่วยแก้ปัญหาคอขวดของธุรกิจได้อย่างไร เมื่อผู้บริหารมองเห็นแต่ค่าใช้จ่าย แต่ไม่เคยมองเห็นผลลัพธ์ที่เป็นตัวเงิน งบอบรมจึงกลายเป็นเป้าหมายแรกที่ถูกเชือดทิ้งอย่างง่ายดาย

ทางออกหน้างาน: พลิก L&D จากศูนย์ต้นทุน สู่เครื่องมือสร้างผลกำไร

หากองค์กรต้องการเอาตัวรอดในวันที่เศรษฐกิจท้าทาย ต้องเปลี่ยนกลยุทธ์การพัฒนาคนใหม่ทันที:

• ปรับจากอบรมทั่วไป สู่การเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาจริง (Problem-Based Upskilling): เลิกจัดคอร์สอบรมแบบหว่านแห แต่ตั้งโจทย์ร่วมกับหัวหน้าแผนกว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของไตรมาสนี้คืออะไร เช่น หากต้องการลดเวลาการปิดการขาย ให้จัดเวิร์กช็อปฝึกทักษะการเจรจาต่อรองกับเคสลูกค้าจริง แล้ววัดผลลัพธ์จากอัตราการปิดการขายที่เพิ่มขึ้น

• มุ่งเน้นการลงทุนในทักษะวิกฤต (Targeted Upskilling): คัดแยกทักษะที่จำเป็นต่อความอยู่รอดของธุรกิจในอีก 1-2 ปีข้างหน้า แล้วทุ่มงบประมาณแบบเจาะจงไปยังกลุ่มคนที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์

• สร้างวัฒนธรรมการแบ่งปันความรู้ภายใน (Internal Knowledge Sharing): ในช่วงที่งบประมาณมีจำกัด ให้สนับสนุนให้คนเก่งในองค์กรมาเปิดคอร์สสอนเพื่อนร่วมงาน โดยมีรางวัลตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งประหยัดงบจ้างวิทยากรภายนอก และสร้างความผูกพันในทีมได้อย่างทรงพลัง

การลงทุนพัฒนาคนอาจดูมีราคาแพง แต่การปล่อยให้คนทำงานด้วยทักษะที่ล้าสมัย มีราคาแพงกว่าหลายเท่าตัว

สัปดาห์นี้ ลองทบทวนงบประมาณที่ถูกตัดไป แล้วถามตัวเองดูว่า องค์กรกำลังประหยัดเงินเพื่อความอยู่รอดในวันนี้ หรือกำลังตัดอนาคตของธุรกิจในวันพรุ่งนี้กันแน่

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: