เซ็นสัญญาจ้าง "ห้ามท้อง 2 ปี" ถ้ามีลูกให้ออกทันที! ข้อสัญญาแบบนี้มีผลตามกฎหมายจริงหรือ?

4 พ.ย. 25690

เซ็นสัญญาจ้าง "ห้ามท้อง 2 ปี" ถ้ามีลูกให้ออกทันที! ข้อสัญญาแบบนี้มีผลตามกฎหมายจริงหรือ?

ในสัญญาจ้างระบุไว้ชัดเจนว่า ภายใน 2 ปีแรกของการทำงาน พนักงานหญิงต้องไม่ตั้งครรภ์ หากตรวจพบว่ามีครรภ์ ให้ถือว่าทำผิดสัญญาและยินยอมพ้นสภาพพนักงานทันทีโดยไม่เรียกร้องเงินชดเชย ตอนนี้ตั้งท้องได้ 3 เดือนแล้ว บริษัทแจ้งให้ออกสิ้นเดือนนี้ แบบนี้ต้องยอมออกจริงไหม?

คำถามสะเทือนใจนี้ยังคงเกิดขึ้นซ้ำซากกับคนทำงานหญิงในหลายสายงาน ทั้งในธุรกิจบริการ โรงแรม โรงงาน และสถานศึกษาบางแห่ง ความกดดันจากการทำงานทำให้ผู้หญิงจำนวนมากต้องยอมกล้ำกลืนเซ็นสัญญาที่ลิดรอนสิทธิการสร้างครอบครัว แต่ในความเป็นจริงของกฎหมายไทย บริษัทมีอำนาจสั่ง "ห้ามท้อง" ได้จริงหรือ และข้อสัญญาที่เขียนไว้มีผลบังคับใช้ได้มากน้อยเพียงใด?

สัญญาห้ามตั้งครรภ์ ตกเป็น "โมฆะ" ตั้งแต่วินาทีแรกที่เซ็น

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 บัญญัติเด็ดขาดว่า นิติกรรมสัญญาใดที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ข้อตกลงนั้นย่อมตกเป็น "โมฆะ"

การแต่งงานและการมีบุตรเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและเสรีภาพส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 27 ซึ่งห้ามการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งเพศ ดังนั้น ข้อตกลงในสัญญาจ้างที่ระบุว่า "ห้ามพนักงานหญิงแต่งงานหรือห้ามตั้งครรภ์" จึงขัดต่อกฎหมายความสงบเรียบร้อยอย่างชัดเจน ส่งผลให้ข้อสัญญานั้นไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายเสมือนไม่เคยมีข้อความนี้เขียนไว้ตั้งแต่ต้น

นายจ้างเลิกจ้างเพราะเหตุมีครรภ์ มีโทษจำคุกตามมาตรา 144

กฎหมายคุ้มครองแรงงานได้วางเกราะป้องกันผู้หญิงทำงานไว้อย่างแน่นหนา ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 43 บัญญัติข้อห้ามไว้เด็ดขาดว่า "ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงเพราะเหตุมีครรภ์"

หากนายจ้างฝ่าฝืนเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะอ้างสัญญาจ้าง อ้างข้อบังคับบริษัท หรืออ้างว่าทำงานต่อไม่ไหว นายจ้างจะมีความผิดทางอาญาตามมาตรา 144 ทันที โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ การเลิกจ้างเพราะเหตุตั้งครรภ์ยังถือเป็น "การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม" ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ศาลแรงงานมีอำนาจสั่งให้นายจ้างรับกลับเข้าทำงาน หรือสั่งให้จ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม พร้อมทั้งต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงานตามมาตรา 118 และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 ครบถ้วน (ควรตรวจสอบคำพิพากษาต้นฉบับ)

(ตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย ไม่ใช่เหตุการณ์จริง)

เคสตัวอย่างจำลอง

นิศา ทำงานเป็นพนักงานต้อนรับในโรงแรม สัญญาจ้างระบุห้ามตั้งครรภ์ในช่วง 2 ปีแรก นิศาทำงานได้ 1 ปีเศษและตรวจพบว่าตั้งครรภ์ เมื่อผู้จัดการทราบเรื่องจึงยื่นหนังสือให้ออกจากงาน อ้างว่านิศาผิดสัญญาจ้าง และไม่จ่ายค่าชดเชยใดๆ

นิศานำสัญญาจ้างและหนังสือเลิกจ้างไปร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงาน และยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (คณะกรรมการ วลพ.) ตาม พ.ร.บ. ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ผลการวินิจฉัยชี้ขาดว่า ข้อสัญญาห้ามตั้งครรภ์ตกเป็นโมฆะ และการเลิกจ้างนิศาเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 43 นายจ้างถูกดำเนินคดีอาญา และถูกสั่งให้จ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมค่าชดเชยเยียวยาจากการเลือกปฏิบัติทางเพศแก่นิศารวมกว่า 180,000 บาท

ขั้นตอนเตรียมตัวและแนวทางรักษาสิทธิสำหรับคนทำงานหญิง

  • อย่าเซ็นใบลาออกเองเด็ดขาด: หากถูกบีบให้ออกเพราะตั้งครรภ์ ห้ามเซ็นยินยอม เพื่อรักษาสิทธิในการเรียกร้องค่าชดเชยและการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

  • ขอใบรับรองแพทย์ตรวจครรภ์: เก็บประวัติการฝากครรภ์ไว้เป็นหลักฐานยืนยันความพร้อมในการทำงานที่เหมาะสม

  • ร้องเรียนหน่วยงานภาครัฐ: ยื่นคำร้องได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ และกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว

ความเป็นแม่และการทำงานเพื่อสร้างอนาคตต้องเดินไปด้วยกันได้ สิทธิในการให้กำเนิดชีวิตไม่ใช่อาชญากรรม และไม่มีข้อสัญญาใดของนายจ้างที่จะลบล้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคุณได้

แหล่งอ้างอิง

  • พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (มาตรา 17, 43, 118, 144)

  • พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 (มาตรา 3, 17)

  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (มาตรา 150)

  • รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 (มาตรา 27)

  • พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 (มาตรา 49)

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: