แดชบอร์ดบอกว่าลาออกเพราะเงิน: แต่โต๊ะทำงานที่ว่างลงสี่ตัวติดกันบอกอีกเรื่องหนึ่ง
8 พ.ย. 25690
แผนภูมิวงกลมบนสไลด์นำเสนอ People Analytics ประจำเดือนของฝ่ายบุคคลดูเรียบร้อยและสบายตา กราฟระบุชัดเจนว่าสาเหตุการลาออกอันดับหนึ่งของพนักงานคือ "ต้องการโอกาสเติบโตในสายอาชีพ" ตามมาด้วย "ได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า" ตัวเลขร้อยละแปดสิบดูสมเหตุสมผลจนผู้บริหารระดับสูงพยักหน้ารับอย่างเบาใจ
ทว่าในโลกความเป็นจริง มุมหนึ่งของแผนกพัฒนาผลิตภัณฑ์ เก้าอี้ทำงานสี่ตัวกำลังถูกปล่อยว่าง พนักงานหลักสี่คนยื่นใบลาออกไล่เลี่ยกันในเวลาไม่ถึงหนึ่งไตรมาส ทั้งหมดทำงานอยู่ภายใต้การดูแลของผู้จัดการคนเดียวกัน
ไม่มีใครระบุชื่อหัวหน้างานลงในเอกสารสัมภาษณ์ก่อนลาออกหรือ Exit Interview ทุกคนเขียนเหตุผลอย่างสุภาพว่าอยากออกไปหาความท้าทายใหม่ แต่ทันทีที่ก้าวพ้นประตูบริษัท เรื่องเล่าที่แท้จริงกลับเป็นเรื่องการสั่งแก้งานซ้ำซากตอนดึก การควบคุมทุกฝีก้าวแบบ Micromanagement และการรับหน้าแทนลูกน้องที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
ข้อมูลที่สุภาพที่สุดมักเป็นข้อมูลที่ไร้ประโยชน์ที่สุด
องค์กรจำนวนมากทุ่มเทงบประมาณมหาศาลไปกับการสร้างแดชบอร์ดข้อมูลทรัพยากรบุคคล แต่กลับตกหลุมพรางของการนำข้อมูลที่บิดเบี้ยวมาวิเคราะห์
ในวัฒนธรรมการทำงานแบบไทย คนทำงานยึดถือคติ "ไม่เผาสะพาน" พนักงานที่กำลังจะจากไปย่อมไม่อยากสร้างความขัดแย้งกับเจ้านายเดิม เพราะทุกคนตระหนักดีว่าในอนาคต บริษัทใหม่อาจต้องโทรศัพท์กลับมาสอบถามประวัติหรือทำ Reference Check การพูดความจริงในวันสุดท้ายจึงมีแต่ความเสี่ยงโดยไร้ผลตอบแทน แบบฟอร์มสัมภาษณ์ก่อนลาออกจึงกลายเป็นเพียงพิธีกรรมทางเอกสารที่รวบรวมแต่คำโกหกที่ประนีประนอมที่สุด
เมื่อนำข้อมูลที่ไม่สะท้อนความจริงมาใส่ลงในระบบประเมิน สิ่งที่ผู้บริหารได้รับจึงไม่ใช่ People Analytics ที่ใช้แก้ปัญหา แต่เป็นเพียงเครื่องมือสร้างความสบายใจหลอกๆ ที่บดบังจุดรั่วไหลขององค์กร
เลิกมองภาพรวมทั้งบริษัท แล้วซูมดูพฤติกรรมเฉพาะจุด
หากต้องการให้ข้อมูลคนทำงานช่วยรักษาทีมงานไว้ได้จริง ฝ่ายบริหารและ HR ต้องเปลี่ยนมุมมองจากการดูค่าเฉลี่ยรวมระดับองค์กร มาเป็นการจับสัญญาณพฤติกรรมระดับหน่วยย่อย
ประการแรก ติดตามอัตราการลาออกที่กระจุกตัวผิดปกติ (Micro-turnover) หากแผนกใดแผนกหนึ่งมีคนลาออกซ้ำๆ เกินเกณฑ์เฉลี่ย นั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่เรื่องของโครงสร้างเงินเดือน เพราะพนักงานในระดับเดียวกันของแผนกอื่นยังคงทำงานได้ตามปกติ จุดนี้คือสัญญาณเตือนภัยที่บอกว่าปัญหาอยู่ที่ผู้นำระดับสายงานหรือระบบการจัดการภายในทีมนั้นโดยตรง
ประการที่สอง สังเกตพฤติกรรมการใช้วันลาและการขอโอนย้ายภายใน คนที่กำลังหมดใจมักหยุดใช้วันลาพักร้อนเพื่อเก็บสะสม หรือในทางกลับกันอาจเริ่มลาป่วยกะทันหันบ่อยขึ้นในวันจันทร์และวันศุกร์ รวมถึงการจับตาดูการขอย้ายข้ามสายงาน (Internal Mobility) ที่ถูกหัวหน้าสกัดกั้น ข้อมูลพฤติกรรมเหล่านี้บอกความจริงได้เร็วกว่าใบลาออกเสมอ
ประการที่สาม สร้างช่องทางการรับฟังที่ไม่ผ่านหัวหน้าโดยตรง การจัดคุยข้ามระดับหรือ Skip-level Meeting แบบสม่ำเสมอ โดยมีพื้นที่ปลอดภัยที่รับรองการรักษาความลับตามหลักเกณฑ์การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ช่วยให้ผู้บริหารได้รับฟังสถานการณ์หน้างานจริงก่อนที่พนักงานจะตัดสินใจยื่นซองขาว
หนึ่งคำถามที่ผู้บริหารควรเปิดดูในระบบสัปดาห์นี้
ลองเปิดดูรายชื่อคนที่ลาออกในรอบหกเดือนที่ผ่านมา แล้วเปรียบเทียบว่ามีกี่คนที่มาจากทีมของหัวหน้าคนเดิม
ถ้าคำตอบคือคนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ใต้ร่มเงาของผู้นำเพียงคนเดียว เลิกโทษโครงสร้างเงินเดือนในตลาดได้แล้ว เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ค่าตอบแทน แต่อยู่ที่คนที่คุณมอบอำนาจให้ดูแลทีมต่างหาก