เซ็นสัญญา "ห้ามทำงานกับบริษัทคู่แข่ง": ลาออกแล้วไปทำที่ใหม่ นายจ้างฟ้องได้จริงไหม และข้อสัญญาแบบไหนที่บังคับไม่ได้?

5 พ.ย. 25690

เซ็นสัญญา "ห้ามทำงานกับบริษัทคู่แข่ง": ลาออกแล้วไปทำที่ใหม่ นายจ้างฟ้องได้จริงไหม และข้อสัญญาแบบไหนที่บังคับไม่ได้?

ได้ข้อเสนองานใหม่ที่เงินเดือนเติบโตขึ้น แต่ความตื่นเต้นกลับต้องสะดุดลงเมื่อเปิดดูสัญญาจ้างเดิมแล้วพบข้อความว่า "ลูกจ้างตกลงว่าจะไม่ไปทำงาน สมัครงาน หรือดำเนินธุรกิจที่เป็นคู่แข่งกับนายจ้าง เป็นเวลา 2 ปีนับแต่วันที่พ้นสภาพ หากฝ่าฝืนต้องชดใช้ค่าเสียหาย 500,000 บาท" หลายคนกลัวจนไม่กล้าเปลี่ยนงาน หรือยอมทิ้งโอกาสดีๆ เพราะกังวลว่าจะถูกฟ้องร้อง คำถามสำคัญคือ บริษัทมีอำนาจล็อกตัวเราไม่ให้ไปทำงานในสายอาชีพเดิมได้จริงหรือ และตามกฎหมายแล้ว ข้อตกลงห้ามทำงานแข่งมีขอบเขตแค่ไหน

ในทางกฎหมาย สัญญาห้ามทำงานแข่งกับนายจ้าง (Non-Compete Agreement) ไม่ใช่ข้อสัญญาที่บังคับได้อย่างไร้ขีดจำกัด รัฐธรรมนูญรับรองเสรีภาพในการประกอบอาชีพไว้เป็นสิทธิพื้นฐาน การจำกัดสิทธิการทำมาหากินจึงต้องอยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5 บัญญัติว่า สัญญาที่จำกัดการประกอบอาชีพ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลจะพิจารณาจาก 4 องค์ประกอบสำคัญ:

  • ประการแรก ขอบเขตเวลา: ระยะเวลาห้ามต้องสมเหตุสมผล โดยทั่วไปศาลมักยอมรับไม่เกิน 1 ถึง 2 ปี หากระบุห้ามยาวนาน 3 ถึง 5 ปี ศาลมักมองว่าจำกัดสิทธิเกินสมควร และมีอำนาจปรับลดระยะเวลาลงมาได้

  • ประการที่สอง ขอบเขตพื้นที่และธุรกิจ: การห้ามต้องระบุพื้นที่ชัดเจน เช่น เฉพาะกรุงเทพฯ หรือพื้นที่ที่นายจ้างดำเนินธุรกิจอยู่จริง หากเขียนครอบจักรวาลว่า "ห้ามทำธุรกิจประเภทเดียวกันทั่วประเทศหรือทั่วโลก" ข้อตกลงนั้นอาจตกเป็นโมฆะ และต้องจำกัดเฉพาะธุรกิจคู่แข่งโดยตรงเท่านั้น

  • ประการที่สาม ตำแหน่งและการเข้าถึงความลับ: ข้อตกลงนี้จะบังคับได้เฉพาะพนักงานระดับบริหาร นักวิจัย หรือผู้ที่ล่วงรู้ความลับทางการค้า ฐานข้อมูลลูกค้าเชิงลึก หรือสูตรการผลิตสำคัญ หากเป็นพนักงานปฏิบัติการทั่วไป เช่น เจ้าหน้าที่ธุรการ การเขียนข้อสัญญาห้ามทำงานแข่งถือเป็นการสร้างภาระเกินสมควร

  • ประการที่สี่ ค่าตอบแทนการไม่ประกอบอาชีพ: หากนายจ้างต้องการห้ามไม่ให้ไปทำงานคู่แข่งจริง นายจ้างควรจ่ายค่าตอบแทนชดเชยการขาดรายได้ในช่วงเวลาที่ห้ามทำงานนั้นด้วย หากไม่มีค่าตอบแทนใดๆ ศาลอาจมองว่าไม่เป็นธรรม

กรณีศึกษาตัวอย่าง

(ตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย ไม่ใช่เหตุการณ์จริง)

ปกรณ์ ทำงานเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ระดับกลาง สัญญาจ้างระบุห้ามทำงานในบริษัทเทคโนโลยีทุกประเภท 3 ปีทั่วประเทศ หากฝ่าฝืนปรับ 1,000,000 บาท ต่อมาปกรณ์ลาออกไปเป็นโปรแกรมเมอร์ในบริษัทสตาร์ทอัพอีคอมเมิร์ซ นายจ้างเดิมจึงฟ้องเรียกค่าเสียหาย ปกรณ์ต่อสู้คดีต่อศาลแรงงาน ศาลวินิจฉัยว่า ปกรณ์เป็นเพียงวิศวกรระดับปฏิบัติการ ไม่ได้กุมความลับทางการค้าที่กระทบธุรกิจ และข้อสัญญาระบุพื้นที่กว้างเกินไปถึง 3 ปีโดยไม่มีค่าตอบแทนชดเชย ถือเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 5 ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง (ควรตรวจสอบคำพิพากษาต้นฉบับ)

หากจะย้ายงานและมีข้อสัญญาห้ามทำงานแข่ง มีแนวทางรับมือ 4 ขั้นตอน:

  1. ตรวจสอบสัญญาจ้าง: ดูขอบเขตเวลา พื้นที่ และลักษณะธุรกิจว่าเขียนกว้างเกินไปหรือไม่

  2. แยกแยะการแข่งขันกับการขโมยความลับ: คุณมีสิทธิใช้ทักษะความสามารถไปทำงานที่ใหม่ แต่ต้องไม่นำฐานข้อมูลลูกค้าหรือโค้ดลับของที่เก่าไปเปิดเผย

  3. เจรจาขอผ่อนผันตอนลาออก: พูดคุยกับฝ่ายบุคคลเพื่อตกลงขอบเขตงานใหม่ที่ไม่ทับซ้อนกับความลับบริษัทเดิม

  4. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงาน: หากนายจ้างเดิมส่งหนังสือขู่ฟ้อง ให้ขอคำปรึกษาจากสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือทนายความแรงงาน

ทักษะและประสบการณ์คือทรัพย์สินของคุณ ข้อสัญญาใดที่ลิดรอนสิทธิทำมาหากินเกินสมควร กฎหมายย่อมไม่คุ้มครองให้นายจ้างใช้ผูกขาดชีวิตคุณ

แหล่งอ้างอิง

  • พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5

  • พระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545

  • พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522

  • กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน (แนวคำวินิจฉัยข้อสัญญาจำกัดสิทธิในการประกอบอาชีพ)

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: