ทำงานประจำ แอบรับฟรีแลนซ์หลังเลิกงาน... บริษัทสั่ง "ห้ามทำอาชีพเสริม" ไล่ออกได้จริงไหม? ส่องสิทธิส่วนตัวกับความภักดีต่อองค์กร

3 พ.ย. 25690

ทำงานประจำ แอบรับฟรีแลนซ์หลังเลิกงาน... บริษัทสั่ง "ห้ามทำอาชีพเสริม" ไล่ออกได้จริงไหม? ส่องสิทธิส่วนตัวกับความภักดีต่อองค์กร

"บริษัทเราจ่ายเงินเดือนเต็มเวลา คุณต้องทุ่มเทให้องค์กร 100% สัญญาจ้างระบุชัดเจนว่าห้ามพนักงานประกอบอาชีพ ค้าขาย หรือรับจ้างทำงานอื่นใด ไม่ว่าในหรือนอกเวลางาน หากตรวจพบว่าแอบรับงานนอก ถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรงและถูกเลิกจ้างทันทีโดยไม่ได้รับเงินชดเชย"

กฎเหล็กห้ามทำอาชีพเสริม (Moonlighting Policy) กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหมู่คนทำงานยุคนี้ เมื่อค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น รายได้จากงานประจำทางเดียวแทบไม่พอสร้างความมั่นคง หลายคนจึงต้องใช้ทักษะนอกเวลางานหารายได้เสริม ไม่ว่าจะเป็นการรับงานฟรีแลนซ์ ขายของออนไลน์ หรือรับส่งอาหารช่วงค่ำ

แต่คำขู่เรื่อง "ความผิดวินัยร้ายแรง" ทำให้คนทำงานจำนวนมากต้องหวาดระแวง นายจ้างมีอำนาจสั่งห้ามเราทำมาหากินนอกเวลางานได้จริงหรือ? และบริษัทมีสิทธิไล่เราออกโดยไม่จ่ายเงินชดเชยได้หรือไม่?

นอกเวลางานคือ "เวลาส่วนตัว": อำนาจนายจ้างไม่ได้ครอบคลุม 24 ชั่วโมง

ตามหลักกฎหมายแรงงานไทย สัญญาจ้างแรงงานผูกพันลูกจ้าง "เฉพาะในวันและเวลาทำงานที่ตกลงกันตามสัญญา" เท่านั้น

เมื่อพ้นเวลาเลิกงานหรือในวันหยุด สิทธิดังกล่าวจะกลับคืนสู่ความเป็นบุคคลธรรมดา ซึ่งได้รับการคุ้มครองเสรีภาพในการประกอบอาชีพตามรัฐธรรมนูญ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ข้อตกลงใดที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ย่อมตกเป็น "โมฆะ"

ดังนั้น ข้อบังคับการทำงานที่เขียนห้ามพนักงานทำอาชีพเสริมทุกชนิดอย่างเหมารวม โดยไม่สนใจว่างานนั้นกระทบต่อนายจ้างหรือไม่ ถือเป็นการจำกัดเสรีภาพในการประกอบอาชีพเกินสมควร กฎหมายไม่รับรองความสมบูรณ์ของข้อบังคับนี้

3 เส้นแดงที่ห้ามก้าวข้าม: เมื่อไหร่ที่นายจ้าง "ลงโทษได้จริง"?

แม้ลูกจ้างจะมีสิทธิทำงานเสริม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะทำได้โดยไร้ขอบเขต ศาลแรงงานวางแนวบรรทัดฐานไว้ว่า นายจ้างมีสิทธิสั่งห้ามหรือลงโทษได้ใน 3 กรณีเท่านั้น:

  1. ทำงานเสริมที่เป็นการค้าแข่งขันกับนายจ้าง (Direct Competition): เช่น เป็นนักพัฒนาเว็บ แต่แอบรับงานนอกทำเว็บไซต์ประเภทเดียวกับบริษัท หรือแย่งลูกค้าบริษัทไปรับเอง ถือว่าขัดต่อความซื่อสัตย์สุจริต และอาจเข้าข่ายทุจริตตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (1)

  2. ใช้เวลาหรือทรัพย์สินของบริษัทไปทำงานนอก (Misuse of Company Resources): เช่น นั่งตอบแชตลูกค้าขายของในเวลางาน ใช้คอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมของบริษัทไปรับจ้างนอก ถือเป็นการเบียดบังเวลางาน

  3. กระทบต่อประสิทธิภาพงานประจำอย่างเห็นได้ชัด (Performance Impact): ทำงานเสริมจนดึกดื่น มาสายประจำ หลับในเวลางาน หรือส่งงานล่าช้าจนงานหลักเสียหาย

เจาะเคสจริง: พนักงานบัญชีเปิดร้านเบเกอรี่ออนไลน์ โดน HR ขู่ปลด

แพรว (นามสมมุติ) ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่บัญชี ช่วงวันหยุด แพรวทำขนมเค้กขายผ่านเพจส่วนตัว โดยใช้อุปกรณ์ที่บ้านทั้งหมด และในเวลางาน แพรวไม่เคยเปิดดูเพจ งานบัญชีส่งมอบถูกต้องตรงเวลา

ต่อมา หัวหน้างานเห็นโพสต์ขายขนม จึงส่งเรื่องให้ฝ่ายบุคคล ฝ่ายบุคคลเรียกแพรวไปตักเตือนและสั่งให้ "ปิดเพจทันที" พร้อมขู่ว่าหากยังขายต่อจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย

แพรวนำเรื่องไปปรึกษานิติกรแรงงาน จึงได้ความจริงว่า:

  1. การทำขนมขายในวันหยุดไม่ได้เป็นการค้าแข่งขันกับบริษัท และแพรวไม่ได้ใช้เวลางานหรือทรัพย์สินบริษัทเลย

  2. ข้อห้ามในสัญญาจ้างที่ห้ามทำอาชีพเสริมทุกกรณี ถือเป็นโมฆะตามกฎหมาย

  3. หากบริษัทเลิกจ้างแพรวด้วยเหตุนี้ บริษัทต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 และยังเข้าข่าย "การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม" ตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานฯ ซึ่งแพรวสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้

เมื่อแพรวอธิบายข้อกฎหมายให้ฝ่ายบุคคลทราบ ฝ่ายบุคคลจึงยอมรับว่าไม่มีสิทธิสั่งให้แพรวเลิกขายขนมนอกเวลางาน

กฎทองสำหรับคนทำงานยุคสองอาชีพ

  • แยกแยะอุปกรณ์และเวลาให้เด็ดขาด: ห้ามใช้คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรือเวลางานในการรับงานนอกเป็นอันขาด

  • หลีกเลี่ยงงานที่ทับซ้อนกับธุรกิจนายจ้าง: เลือกทำอาชีพเสริมในสายงานที่ไม่เกี่ยวข้อง ไม่แย่งลูกค้า และไม่ใช้ความลับของบริษัท

  • รักษามาตรฐานงานหลัก: งานเสริมต้องไม่ทำให้ประสิทธิภาพงานประจำลดลง เพราะหากงานหลักบกพร่อง นายจ้างสามารถใช้ประเด็นเรื่องผลงานมาลงโทษได้

ในยุคนี้ การพัฒนาทักษะและสร้างรายได้เสริมคือสิทธิอันชอบธรรมในการดูแลชีวิตตนเอง หากถูกข่มขู่หรือลงโทษไม่เป็นธรรม สามารถขอคำปรึกษาจาก กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือติดต่อ ศาลแรงงานกลาง ได้เสมอ

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: