เงินเดือนไม่ออก แต่เอา "คูปอง-สินค้าสต็อกของบริษัท" มาจ่ายแทนเงินสด: ผิดกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 54 หรือไม่?

5 พ.ย. 25690

เงินเดือนไม่ออก แต่เอา "คูปอง-สินค้าสต็อกของบริษัท" มาจ่ายแทนเงินสด: ผิดกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 54 หรือไม่?

สิ้นเดือนที่ควรจะนำเงินไปจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายครอบครัว แต่กลับต้องเผชิญกับสถานการณ์สุดช็อก เมื่อผู้บริหารแจ้งว่า "ช่วงนี้บริษัทขาดสภาพคล่อง จึงขอจ่ายเงินเดือนเป็นเงินสด 50% ส่วนอีก 50% ขอจ่ายเป็นคูปองซื้อสินค้า หรือแจกสินค้าสต็อกค้างให้พนักงานนำไปใช้หรือแบ่งกันไปขายต่อเอาเอง" หลายคนจำใจต้องยอมรับเพราะกลัวตกงาน ทั้งที่ไม่รู้จะนำคูปองไปจ่ายหนี้สินในชีวิตประจำวันได้อย่างไร คำถามสำคัญคือ นายจ้างมีสิทธินำสินค้าหรือคูปองมาจ่ายแทนเงินเดือนได้จริงหรือ และตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มีบทบัญญัติปกป้องเราอย่างไร

คำตอบทางกฎหมายที่ชัดเจนคือ การกระทำดังกล่าวเป็นการ "ผิดกฎหมายคุ้มครองแรงงานอย่างชัดเจน" โดย พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 54 ได้บัญญัติข้อกำหนดภาคบังคับว่า "การจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด และเงินผลประโยชน์อื่นเนื่องในการจ้าง ให้นายจ้างจ่ายเป็นเงินตราไทย เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากลูกจ้างให้จ่ายเป็นเช็คหรือเงินตราต่างประเทศ"

หลักการทางกฎหมายที่คนทำงานต้องรู้มี 3 ประการหลัก:

  • ประการแรก ต้องจ่ายเป็น "เงินตรา" เท่านั้น กฎหมายกำหนดให้ค่าจ้างต้องจ่ายเป็นเงินตราไทยเพื่อให้ลูกจ้างนำไปใช้จ่ายดำรงชีพได้อย่างเสรี กฎหมาย "ไม่อนุญาตให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างเป็นสิ่งของ คูปอง หรือสินค้าแทนเงินสดโดยเด็ดขาด" แม้นายจ้างจะอ้างว่าสินค้ามีมูลค่าสูงกว่าเงินเดือนก็ตาม

  • ประการที่สอง ข้อตกลงยินยอมตกเป็นโมฆะ นายจ้างหลายแห่งมักให้พนักงานลงชื่อในหนังสือยินยอมรับสินค้าแทนเงินเดือน แต่ในทางกฎหมาย มาตรา 54 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย เพื่อป้องกันไม่ให้นายจ้างเอารัดเอาเปรียบ ข้อตกลงใดๆ ที่ลูกจ้างยอมรับสิ่งของแทนเงินค่าจ้าง จึงตกเป็นโมฆะทันทีตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 นายจ้างยังคงมีหนี้ค้างชำระค่าจ้างเต็มจำนวนตามเดิม

  • ประการที่สาม ดอกเบี้ย เงินเพิ่ม และโทษอาญา การไม่จ่ายค่าจ้างเป็นเงินตราไทยตามกำหนดเวลาใน มาตรา 70 ถือว่านายจ้างผิดนัด ตาม มาตรา 9 นายจ้างต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างร้อยละ 15 ต่อปี และหากจงใจไม่จ่ายโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน ยิ่งไปกว่านั้น ตาม มาตรา 144 นายจ้างยังมีโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กรณีศึกษาตัวอย่าง

(ตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย ไม่ใช่เหตุการณ์จริง)

วาสนา ทำงานเป็นพนักงานขายในบริษัทเครื่องสำอาง ได้รับเงินเดือน 20,000 บาท ช่วงปลายปีบริษัทอ้างว่ายอดขายตก จึงโอนเงินให้วาสนา 10,000 บาท และบังคับมอบเซ็ตเครื่องสำอางมูลค่า 10,000 บาทมาให้แทน วาสนาไม่สามารถนำเครื่องสำอางไปจ่ายค่าเช่าห้องได้ จึงนำหลักฐานไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน เจ้าหน้าที่วินิจฉัยว่า การจ่ายสินค้าแทนเงินค่าจ้างเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 54 สินค้าดังกล่าวไม่ถือเป็นการชำระหนี้ค่าจ้าง จึงสั่งให้นายจ้างนำเงินสด 10,000 บาทมาชำระแก่วาสนาทันทีพร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมาย และดำเนินคดีอาญาต่อนายจ้าง (ควรตรวจสอบคำพิพากษาต้นฉบับ)

หากกำลังถูกนายจ้างยัดเยียดคูปองหรือสินค้าแทนเงินเดือน มีแนวทางรับมือ 4 ขั้นตอน:

  1. อย่าเซ็นยินยอมรับสินค้าหรือคูปอง: หากถูกบังคับ ให้ระบุข้อความชัดเจนว่า "รับสินค้าไว้เป็นเพียงหลักประกันชั่วคราว แต่ยังคงขอรับค่าจ้างเป็นเงินสดเต็มจำนวนตามกฎหมาย"

  2. บันทึกหลักฐานยอดเงินที่ขาดหายไป: เก็บสลิปเงินเดือน หลักฐานการโอนเงิน และภาพถ่ายสินค้าหรือคูปองที่นายจ้างมอบให้

  3. ทำหนังสือทวงถามค่าจ้างเป็นเงินสด: ส่งหนังสือถึงฝ่ายบริหาร อ้างอิงสิทธิตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน มาตรา 54 เพื่อขอรับเงินสดส่วนที่เหลือ

  4. ร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงาน: หากนายจ้างยังคงบ่ายเบี่ยง สามารถยื่นคำร้องได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือโทรสายด่วน 1506

หยาดเหงื่อและแรงกายของคนทำงานมีมูลค่าเป็นเงินตราเพื่อเลี้ยงดูชีวิต นายจ้างไม่มีสิทธิเปลี่ยนค่าจ้างให้กลายเป็นสินค้าค้างสต็อกตามอำเภอใจ

แหล่งอ้างอิง

  • พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 9, มาตรา 54, มาตรา 70 และมาตรา 144

  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 (นิติกรรมที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยเป็นโมฆะ) และมาตรา 575

  • กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน (แนวปฏิบัติว่าด้วยรูปแบบและวิธีการจ่ายค่าจ้าง)

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: