เลิกจ้างแล้วให้เซ็น "หนังสือสละสิทธิฟ้องร้อง"... เซ็นแล้วยังทวงเงินชดเชยได้ไหม? เปิดข้อกฎหมายสัญญาประนีประนอมที่นายจ้างใช้ปิดปาก
3 พ.ย. 25690
"บริษัทจำเป็นต้องปรับลดพนักงาน นี่คือเช็คเงินช่วยเหลือ 100,000 บาท แต่มีเงื่อนไขว่าคุณต้องเซ็นชื่อใน 'สัญญาประนีประนอมยอมความ' ฉบับนี้ เพื่อยืนยันว่าได้รับเงินครบถ้วนและตกลงสละสิทธิฟ้องร้องทุกกรณี หากไม่เซ็น บริษัทก็จะไม่จ่ายเช็คก้อนนี้ให้ และคุณต้องไปฟ้องเอาเองซึ่งใช้เวลาเป็นปีๆ"
คำขู่กึ่งบีบบังคับในห้องฝ่ายบุคคล คือสถานการณ์ที่ลูกจ้างตกงานนับไม่ถ้วนต้องเผชิญในวันที่ถูกให้ออกจากงาน ท่ามกลางความตกใจและความกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ลูกจ้างส่วนใหญ่ที่ต้องการเงินก้อนมาประทังชีวิตมักตัดสินใจเซ็นยอมความไปทั้งน้ำตา เพราะคิดว่าเงินน้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
แต่หลังจากเซ็นไปแล้ว หลายคนเพิ่งรู้ความจริงว่า เงิน 100,000 บาทที่ได้มา ต่ำกว่าสิทธิค่าชดเชยตามกฎหมายที่ควรได้รับเป็นเงินกว่า 300,000 - 400,000 บาท
ในเมื่อเซ็นชื่อในหนังสือสละสิทธิไปแล้ว ประตูกฎหมายปิดตายลงแล้วจริงหรือ? เรายังทวงเงินชดเชยส่วนต่างที่ขาดไปคืนมาได้หรือไม่?
สิทธิค่าชดเชยเป็น "กฎหมายความสงบเรียบร้อย": สละสิทธิไม่ได้!
คำตอบคือ "เซ็นไปแล้ว ก็ยังทวงเงินส่วนต่างคืนได้!"
ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กฎหมายคุ้มครองแรงงานมีสถานะเป็น "กฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน" เพื่อคุ้มครองลูกจ้างซึ่งมีอำนาจต่อรองด้อยกว่า
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 สัญญาใดที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายความสงบเรียบร้อย ย่อมตกเป็น "โมฆะ"
ศาลฎีกาเคยวางบรรทัดฐานไว้ชัดเจนในหลายคดี (เช่น ฎีกาที่ 1324/2544 และ ฎีกาที่ 5855/2545):
เงินค่าชดเชยตามมาตรา 118 และค่าบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 เป็นสิทธิขั้นต่ำตามกฎหมายเด็ดขาด
ข้อตกลงที่ลูกจ้างยอมสละสิทธิรับเงินต่ำกว่าเกณฑ์ หรือหนังสือยินยอมไม่ฟ้องร้องที่ทำขึ้นแลกกับเงินบางส่วน ย่อมตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลผูกพันลูกจ้างในส่วนเงินชดเชยตามกฎหมาย!
ลูกจ้างมีสิทธินำเงินที่รับไปแล้วมาหักลบ แล้วเรียกร้องเงินค่าชดเชยส่วนที่ยังขาดอยู่ให้ครบ 100% ได้เสมอ
สละสิทธิอะไรได้ และสละสิทธิอะไรไม่ได้?
ต้องแยกแยะเงิน 2 ก้อนนี้ออกจากกัน:
เงินที่สละสิทธิไม่ได้: ค่าชดเชยตามอายุงาน (มาตรา 118 สูงสุด 400 วัน), ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า (มาตรา 17), ค่าจ้างค้างจ่าย และค่าพักร้อนสะสม เงินเหล่านี้แม้จะเซ็นสละสิทธิไป ข้อความนั้นก็เป็นโมฆะ ศาลสั่งให้นายจ้างจ่ายย้อนหลังพร้อมดอกเบี้ย 15% ต่อปีเสมอ
เงินที่สามารถตกลงยอมความได้: คือ "ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม" ตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานฯ เนื่องจากเป็นเงินค่าเสียหายทางแพ่ง หากลูกจ้างตกลงรับเงินก้อนหนึ่งเพื่อยอมความไม่ฟ้องร้องเรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ข้อตกลงส่วนนี้มีผลบังคับได้ แต่ต้องไม่ไปตัดทอนสิทธิเงินค่าชดเชยขั้นต่ำตามกฎหมาย
เจาะเคสจริง: เซ็นรับ 1 แสน ศาลสั่งนายจ้างจ่ายเพิ่มอีก 2.6 แสน
ธร (นามสมมุติ) ทำงานมา 7 ปี เงินเดือน 40,000 บาท ตามมาตรา 118 ธรมีสิทธิได้รับค่าชดเชย 240 วัน (8 เดือน) เป็นเงิน 320,000 บาท บวกค่าตกใจอีก 1 เดือน 40,000 บาท รวมเป็น 360,000 บาท
แต่วันที่ให้ออก ฝ่ายบุคคลยื่นเช็ค 100,000 บาทให้ และบังคับให้เซ็นสัญญาประนีประนอมระบุว่า "ไม่ติดใจเรียกร้องเงินใดๆ และจะไม่ฟ้องร้องนายจ้าง" ธรจำเป็นต้องใช้เงินจึงเซ็นรับไป
หลังจากนั้น ธรนำเอกสารปรึกษานิติกรแรงงานและยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานเพื่อเรียกเงินส่วนต่างอีก 260,000 บาท นายจ้างต่อสู้ว่าธรเซ็นยอมความไปแล้ว คดีจึงระงับ
ศาลแรงงานพิพากษาตามแนวฎีกาว่า ข้อตกลงสละสิทธิค่าชดเชยขัดต่อกฎหมายความสงบเรียบร้อย ตกเป็นโมฆะ สัญญาประนีประนอมไม่ผูกพันธรในส่วนค่าชดเชยตามมาตรา 118 พิพากษาให้นายจ้างจ่ายเงินส่วนต่างที่ขาดอยู่ 260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีให้แก่ธรจนครบถ้วน
คำแนะนำเมื่อถูกยื่นสัญญาประนีประนอม
ตรวจสอบสิทธิตามกฎหมายก่อนเซ็น: คำนวณดูว่าอายุงานของเราควรได้ค่าชดเชยกี่เดือน (มาตรา 118) และมีค่าตกใจหรือไม่ หากยอดเงินต่ำกว่าสิทธิตามกฎหมายอย่างมาก อย่าเพิ่งยอมจำนน
หากจำเป็นต้องเซ็นเพื่อนำเงินมาประทังชีวิต: ให้เก็บสำเนาสัญญาประนีประนอม สลิปเงินเดือน และหลักฐานการรับเงินไว้ให้ครบ
รีบใช้สิทธิทวงเงินส่วนต่างภายในอายุความ 2 ปี: นำหลักฐานไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานผ่าน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือยื่นฟ้องต่อ ศาลแรงงานกลาง ได้ฟรี
ลายเซ็นในสัญญาที่เกิดจากภาวะจำยอม ไม่อาจอยู่เหนือกฎหมายคุ้มครองแรงงานได้ หากคุณเคยถูกบีบให้เซ็นสละสิทธิ์และได้เงินไม่ครบ จงรู้ไว้ว่าความยุติธรรมยังเปิดทางให้คุณเสมอ