เข้าทำงานวันแรก โดนหักเงินค่าชุดยูนิฟอร์ม-บัตรพนักงาน: ผิดกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 76 หรือไม่?

5 พ.ย. 25690

เข้าทำงานวันแรก โดนหักเงินค่าชุดยูนิฟอร์ม-บัตรพนักงาน: ผิดกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 76 หรือไม่?

ผ่านการสัมภาษณ์งานและเริ่มงานวันแรกด้วยความหวังเต็มเปี่ยม แต่พอรับชุดยูนิฟอร์ม 3 ตัวและบัตรพนักงานเสร็จ ฝ่ายบุคคลกลับยื่นเอกสารให้เซ็นว่า "บริษัทขอหักค่าชุดตัวละ 400 บาท รวม 1,200 บาท และค่าบัตรพนักงาน 200 บาท โดยจะหักจากเงินเดือนงวดแรก" พอสิ้นเดือนเปิดดูสลิปเงินเดือน เงินก้อนแรกกลับแหว่งหายไป เมื่อถามก็ได้รับคำตอบว่า "ใครๆ เขาก็หักกันทั้งนั้น เป็นระเบียบบริษัทเพื่อไม่ให้พนักงานลาออกแล้วขโมยชุดไป" คำถามสำคัญคือ นายจ้างมีสิทธิผลักภาระค่าชุดทำงานมาให้ลูกจ้างจ่ายจริงหรือ และกฎหมายคุ้มครองแรงงานว่าอย่างไร

คำตอบทางกฎหมายที่ชัดเจนคือ การหักเงินค่าชุดยูนิฟอร์ม บัตรพนักงาน หรืออุปกรณ์ทำงานจากค่าจ้าง เป็นการกระทำที่ "ผิดกฎหมายคุ้มครองแรงงานอย่างชัดเจน" โดย พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 ได้บัญญัติว่า "ห้ามนายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด" เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นข้อยกเว้นเฉพาะ 5 กรณี เช่น ภาษี ประกันสังคม หรือสหกรณ์ ซึ่งในข้อยกเว้นนี้ "ไม่มีเรื่องค่ายูนิฟอร์มหรือค่าบัตรพนักงาน" แม้แต่ข้อเดียว

หลักการสำคัญตามกฎหมายมี 3 ประการหลัก:

  • ประการแรก เครื่องแบบเพื่อประโยชน์ของนายจ้าง: หากนายจ้างออกระเบียบบังคับให้ลูกจ้างต้องสวมใส่เครื่องแบบเพื่อความเป็นระเบียบ หรือเพื่อภาพลักษณ์ทางการค้า นายจ้างย่อมมีหน้าที่ต้องจัดหาชุดยูนิฟอร์มให้แก่ลูกจ้างโดยไม่คิดมูลค่า เพราะถือเป็นต้นทุนดำเนินธุรกิจของนายจ้างเอง จะผลักภาระมาหักเงินจากค่าจ้างของลูกจ้างไม่ได้

  • ประการที่สอง ข้อตกลงให้หักเงินตกเป็นโมฆะ: แม้นายจ้างจะให้ลูกจ้างเซ็นยินยอมให้หักเงิน หรือระบุไว้ในสัญญาจ้าง ข้อตกลงดังกล่าวก็ไม่มีผลบังคับใช้ โดยตกเป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 เนื่องจากขัดต่อกฎหมายความสงบเรียบร้อย

  • ประการที่สาม อุปกรณ์ความปลอดภัยต้องจัดหาฟรี: หากชุดทำงานนั้นเป็นชุดป้องกันความปลอดภัย หรืออุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล (PPE) เช่น รองเท้าเซฟตี้ หรือหมวกนิรภัย พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 มาตรา 22 บัญญัติเด็ดขาดให้นายจ้างต้องจัดหาให้ลูกจ้างฟรี โดยห้ามเรียกเก็บเงินหรือหักค่าจ้างจากลูกจ้างเด็ดขาด

(ตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย ไม่ใช่เหตุการณ์จริง)

ทวีศักดิ์ ทำงานเป็นพนักงานคลังสินค้า ได้รับเงินเดือน 15,000 บาท เมื่อเริ่มงานถูกบังคับรับเสื้อยูนิฟอร์ม 4 ตัวและรองเท้าเซฟตี้ 1 คู่ พอสิ้นเดือนพบว่าถูกหักค่าจ้างเป็นค่าชุดและรองเท้าไปถึง 2,500 บาท ทวีศักดิ์จึงนำสลิปเงินเดือนไปร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงาน เจ้าหน้าที่วินิจฉัยว่า การหักค่าจ้างเพื่อเป็นค่ายูนิฟอร์มและอุปกรณ์ความปลอดภัยเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 76 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน และมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ จึงสั่งให้นายจ้างคืนเงินที่หักไปทั้งหมด 2,500 บาทแก่ทวีศักดิ์ทันทีพร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุกระยะเวลาเจ็ดวัน (ควรตรวจสอบคำพิพากษาต้นฉบับ)

หากกำลังถูกบริษัทหักเงินค่ายูนิฟอร์มหรือบัตรพนักงาน มีแนวทางรับมือ 4 ขั้นตอน:

  • ตรวจสอบสลิปเงินเดือน: บันทึกรายการหักเงินที่ระบุชัดเจนว่าเป็นค่าชุด อุปกรณ์ หรือบัตรพนักงาน

  • ทักท้วงต่อฝ่ายบุคคลเป็นลายลักษณ์อักษร: ส่งหนังสือทวงถามขอเงินคืน โดยอ้างอิงสิทธิตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน มาตรา 76

  • ตรวจสอบประเภทชุดทำงาน: หากเป็นอุปกรณ์ความปลอดภัย (PPE) ให้อ้างอิง พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ มาตรา 22 เพิ่มเติม

  • ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน: หากบริษัทยังเพิกเฉย สามารถร้องเรียนได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือโทรสายด่วน 1506 เพื่อให้เจ้าหน้าที่สั่งคืนเงิน

ค่าจ้างคือสิทธิขั้นพื้นฐานเพื่อการดำรงชีพของลูกจ้าง นายจ้างไม่มีสิทธิคิดกำไรหรือผลักภาระต้นทุนธุรกิจมาหักจากกระเป๋าของคนทำงาน

แหล่งอ้างอิง

  • พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 9, มาตรา 76 และมาตรา 144

  • พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 มาตรา 22

  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 (นิติกรรมที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยเป็นโมฆะ)

  • กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน (แนวปฏิบัติว่าด้วยการหักค่าจ้างและอุปกรณ์การทำงาน)

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: