สลิปเงินเดือนหักทุกเดือน แต่เช็กสิทธิพบ "ขาดส่ง": นายจ้างอมเงินสมทบประกันสังคม ลูกจ้างเสียสิทธิไหม และเอาผิดอย่างไร?

4 พ.ย. 25690

สลิปเงินเดือนหักทุกเดือน แต่เช็กสิทธิพบ "ขาดส่ง": นายจ้างอมเงินสมทบประกันสังคม ลูกจ้างเสียสิทธิไหม และเอาผิดอย่างไร?

สิ้นเดือนทีไร ตัวเลขในสลิปเงินเดือนถูกหัก 5% เป็นค่าประกันสังคมอย่างสม่ำเสมอ แต่พอถึงวันที่ต้องไปโรงพยาบาล หรือลองกดเข้าไปดูในแอปพลิเคชันประกันสังคม กลับพบข้อความน่าตกใจว่า "ขาดส่งเงินสมทบ" มานานหลายเดือนจนสิทธิการรักษาพยาบาลถูกระงับ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นปัญหาคลาสสิกที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งเมื่อบริษัทขาดสภาพคล่องทางการเงิน แล้วเลือกที่จะ "หักเงินลูกจ้างไว้แต่ไม่ยอมนำส่ง" คำถามที่คนทำงานทุกคนต้องรู้ทันทีคือ สิทธิประโยชน์ของเราจะหายไปจริงหรือไม่ และตามกฎหมายแล้วนายจ้างมีความผิดอย่างไรบ้าง

ความจริงที่สร้างความโล่งใจประการแรกคือ ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม หากนายจ้างได้หักเงินสมทบจากค่าจ้างของลูกจ้างไปแล้ว ลูกจ้างถือว่าได้จ่ายเงินสมทบถูกต้องตามกฎหมาย สิทธิประโยชน์ต่างๆ ทั้ง 7 กรณี ไม่ว่าจะเป็นการรักษาพยาบาล คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน จะยังคงได้รับความคุ้มครองอย่างต่อเนื่อง โดยลูกจ้างสามารถนำหลักฐานสลิปเงินเดือนหรือหนังสือรับรองการหักเงินไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อขอใช้สิทธิและให้สำนักงานประกันสังคมดำเนินการคืนสิทธิการรักษาได้ทันที

ในมุมของกฎหมาย พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ได้กำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของนายจ้างไว้อย่างเคร่งครัด โดยตาม มาตรา 46 และ มาตรา 47 ระบุว่า ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง ให้นายจ้างหักค่าจ้างของลูกจ้างไว้ตามจำนวนเงินสมทบที่ต้องจ่าย และให้นายจ้างนำส่งเงินสมทบทั้งส่วนของนายจ้างและส่วนที่หักจากลูกจ้างต่อสำนักงานประกันสังคมภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

หากนายจ้างหักเงินไปแล้วแต่เพิกเฉยไม่นำส่ง หรือส่งล่าช้าเกินกำหนด ตาม มาตรา 49 บัญญัติให้นายจ้างต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละสองต่อเดือนของเงินสมทบที่ค้างส่ง และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น การที่นายจ้างจงใจไม่ส่งเงินสมทบหรือส่งไม่ครบตาม มาตรา 96 ถือเป็นความผิดทางอาญา มีโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ยิ่งไปกว่านั้น ในทางแพ่งและอาญาทั่วไป การหักเงินเดือนของลูกจ้างไว้ในครอบครองแล้วเบียดบังไปเป็นของตนเอง อาจเข้าข่ายความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญาได้อีกด้วย

(ตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย ไม่ใช่เหตุการณ์จริง) นภา ทำงานเป็นพนักงานต้อนรับในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ทุกเดือนจะถูกหักเงินสมทบประกันสังคม 750 บาทอย่างเคร่งครัด จนกระทั่งเธอต้องเข้ารับการผ่าตัดกะทันหัน โรงพยาบาลแจ้งว่าสิทธิประกันสังคมของเธอขาดการส่งเงินสมทบติดต่อกันเกิน 3 เดือน ทำให้ไม่สามารถใช้สิทธิได้ นภาจึงนำสลิปเงินเดือนย้อนหลัง 6 เดือนไปยื่นต่อสำนักงานประกันสังคมพื้นที่ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วพบว่าบริษัทหักเงินลูกจ้างแต่ไม่ได้นำส่ง จึงดำเนินการปลดล็อกสิทธิการรักษาพยาบาลให้นภาทันที พร้อมทั้งออกหนังสือเรียกนายจ้างมาชำระเงินสมทบย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่ม และส่งเรื่องดำเนินคดีตามกฎหมาย (ควรตรวจสอบคำพิพากษาต้นฉบับ)

หากคุณตรวจสอบแล้วพบว่านายจ้างหักเงินแต่ไม่นำส่งประกันสังคม มีแนวทางปฏิบัติ 4 ขั้นตอนที่ต้องทำทันที:

  • รวบรวมสลิปเงินเดือนทุกงวด: สลิปเงินเดือนที่มีรายการหักเงินประกันสังคม คือหลักฐานชั้นหนึ่งที่พิสูจน์ว่าคุณได้ชำระเงินสมทบแล้ว

  • - ตรวจสอบสถานะผ่านระบบออนไลน์: ใช้แอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคมเพื่อดูประวัติการนำส่งอย่างละเอียด

  • - แจ้งฝ่ายบุคคลหรือฝ่ายบัญชีเป็นลายลักษณ์อักษร: สอบถามถึงสาเหตุที่ยอดเงินสมทบไม่เข้าระบบเพื่อบันทึกเป็นหลักฐานการทวงถาม

  • - ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานประกันสังคม: นำบัตรประชาชนและสลิปเงินเดือนไปติดต่อสำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ หรือโทรสายด่วน 1506 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและใช้อำนาจตามกฎหมายบังคับให้นายจ้างส่งเงินสมทบ

เงินประกันสังคมคือหลักประกันสุขภาพและความมั่นคงในชีวิต การหมั่นตรวจสอบยอดเงินสมทบเป็นประจำทุกเดือน คือการปกป้องสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานที่ไม่ควรปล่อยให้ใครมาละเมิด

แหล่งอ้างอิง

  • พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 46, มาตรา 47, มาตรา 49 และมาตรา 96

  • - ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ความผิดฐานยักยอกทรัพย์)

  • - สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน (แนวปฏิบัติการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนกรณีค้างชำระเงินสมทบ)

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: