เลิกจ้างกะทันหันต้องจ่ายเท่าไหร่? วิธีคำนวณ "ค่าตกใจ" ตามมาตรา 17 ที่นายจ้างมักจ่ายไม่ครบ

3 พ.ย. 25690

เลิกจ้างกะทันหันต้องจ่ายเท่าไหร่? วิธีคำนวณ "ค่าตกใจ" ตามมาตรา 17 ที่นายจ้างมักจ่ายไม่ครบ

"บริษัทขอปรับโครงสร้างกะทันหัน ให้น้องเก็บของแล้วพ้นสภาพพนักงานวันนี้เลย เดี๋ยวฝ่ายบุคคลจะโอนเงินเดือนของเดือนนี้กับเงินชดเชยพิเศษให้อีก 30 วันเป็นค่าบอกกล่าวล่วงหน้า"

หากคุณเจอสถานการณ์แบบนี้ อย่าเพิ่งรีบเซ็นเอกสารรับเงินแล้วเดินคอตกออกจากตึก เพราะในความเป็นจริง เงินที่นายจ้างเรียกว่า "ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า 30 วัน" หรือภาษาปากเรียกว่า "ค่าตกใจ" นั้น แทบทั้งหมดคำนวณมาผิดกฎหมายและจ่ายต่ำกว่าสิทธิที่คุณควรได้รับอย่างมหาศาล ความเข้าใจผิดที่ว่าการบอกเลิกจ้างล่วงหน้าหมายถึงบอกล่วงหน้าแค่ 30 วัน หรือจ่ายเงินชดเชยแทนแค่ 1 เดือน เป็นช่องโหว่ที่ทำให้นายจ้างประหยัดงบเลิกจ้างบนหลังของลูกจ้างมานับครั้งไม่ถ้วน

หลักการนับ "งวดบอกกล่าวล่วงหน้า" ตามมาตรา 17

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 ไม่ได้ระบุคำว่า "30 วัน" แม้แต่คำเดียว กฎหมายกำหนดเงื่อนไขไว้ชัดเจนว่า การบอกเลิกสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือ "ในหรือก่อนวันถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวใดคราวหนึ่ง เพื่อให้เป็นผลเลิกจ้างในวันถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า"

แปลภาษากฎหมายเป็นภาษาคนทำงาน: หากบริษัทจ่ายเงินเดือนทุก "วันสิ้นเดือน"

  • หากนายจ้างต้องการให้คุณออกสิ้นเดือนพฤศจิกายน นายจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างช้าที่สุดคือ "ในวันจ่ายเงินเดือนสิ้นเดือนตุลาคม" (บอกงวดนี้ เพื่อให้ออกงวดหน้า)

  • แต่ถ้านายจ้างมาบอกเลิกจ้างคุณกลางงวด เช่น บอกวันที่ 10 พฤศจิกายน แล้วให้ออกทันที กฎหมายจะถือว่างวดวันที่ 10 พ.ย. นั้น "เลยกำหนดบอกกล่าวของงวดเดือนตุลาคมมาแล้ว" ดังนั้น การบอกในเดือนพฤศจิกายนจะมีผลให้การเลิกจ้างสมบูรณ์ใน "วันสิ้นงวดถัดไป" นั่นคือ สิ้นเดือนธันวาคม!

ดังนั้น หากนายจ้างต้องการให้คุณหยุดทำงานทันทีในวันที่ 10 พฤศจิกายน นายจ้างจะต้องจ่ายเงินตามสิทธิดังนี้:

  1. ค่าจ้างที่ทำงานจริง: ตั้งแต่วันที่ 1-10 พฤศจิกายน

  2. สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ค่าตกใจ): ต้องนับตั้งแต่วันที่ให้ออกจากงาน (11 พฤศจิกายน) ลากยาวไปจนถึงวันสิ้นงวดการจ่ายค่าจ้างถัดไป คือวันที่ 31 ธันวาคม ซึ่งคิดเป็นเวลาเกือบ 2 เดือนเต็ม (ประมาณ 51 วัน) ไม่ใช่จ่ายตัดตอนแค่ 30 วันตามที่นายจ้างมักอ้าง

เคสตัวอย่างจำลอง

ภัทร ทำงานตำแหน่งวิศวกรซอฟต์แวร์ เงินเดือน 60,000 บาท บริษัทจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน วันที่ 5 ตุลาคม ผู้บริหารเรียกภัทรเข้าห้องประชุมเพื่อแจ้งเลิกจ้างฟ้าผ่าเนื่องจากยุบแผนก และสั่งให้ส่งมอบงานพร้อมคืนโน้ตบุ๊กภายในเย็นวันนั้น โดย HR ยื่นเอกสารระบุว่าจะจ่ายเงินเดือนของวันที่ 1-5 ตุลาคม รวมกับค่าตกใจ 1 เดือน (30 วัน) เป็นเงิน 60,000 บาท

ภัทรไม่ยอมเซ็นรับ แต่ขอคำปรึกษาทางกฎหมาย จึงพบว่าการบอกเลิกจ้างวันที่ 5 ตุลาคม มีผลเลิกจ้างในวันถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างงวดถัดไปคือ "วันที่ 25 พฤศจิกายน" สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่บริษัทต้องจ่ายภัทร คือเงินตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม ถึง 25 พฤศจิกายน รวมเป็นเวลา 51 วัน คิดเป็นยอดเงินกว่า 102,000 บาท เมื่อภัทรยกข้อกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลฎีกาขึ้นโต้แย้ง HR จึงยอมปรับยอดเงินจ่ายให้ถูกต้อง เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 42,000 บาท

3 จุดเช็กสิทธิเมื่อถูกเลิกจ้างกะทันหัน

  • เช็กวันตัดรอบจ่ายเงินเดือน: วันที่เงินเดือนออกคือกุญแจสำคัญในการนับงวด หากบอกเลิกจ้างหลังวันเงินเดือนออกแม้แต่วันเดียว งวดการบอกกล่าวจะถูกดีดข้ามไปอีกงวดถัดไปทันที

  • ค่าตกใจกับค่าชดเชยเป็นคนละส่วนกัน: สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (มาตรา 17) เป็นเงินคนละก้อนกับ "ค่าชดเชยตามอายุงาน" (มาตรา 118) และ "เงินชดเชยวันลาพักร้อนสะสมที่เหลืออยู่" (มาตรา 67) นายจ้างต้องจ่ายให้ครบทุกส่วนพร้อมดอกเบี้ย 15% ต่อปีหากล่าช้า

  • เอกสารยินยอมต้องอ่านให้ละเอียด: ห้ามเซ็นเอกสารที่มีข้อความระบุว่า "ไม่ติดใจเรียกร้องสิทธิประโยชน์ใดๆ อีก" ตราบใดที่ยังไม่ได้ตรวจสอบยอดเงินคำนวณตามงวดจริง

ในวันที่การถูกปลดหรือเลิกจ้างกะทันหันเกิดขึ้นได้กับทุกคน สิ่งที่จะช่วยปกป้องคุณไม่ใช่ความเห็นอกเห็นใจจากองค์กร แต่คือความรู้และความแม่นยำในสิทธิตามกฎหมายแรงงาน อย่าปล่อยให้เงินที่คุณควรได้รับเพื่อเป็นทุนตั้งหลักในชีวิตหลุดลอยไป เพียงเพราะคำว่า "หยวนๆ ไปเถอะ"

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: