สัมภาษณ์ผ่านแต่ถูกสั่งวาง "เงินค้ำประกัน": เช็กให้ชัด ตำแหน่งไหนเรียกได้ ตำแหน่งไหนนายจ้างทำผิดกฎหมาย
7 พ.ย. 25690
ดีใจได้ไม่ทันข้ามวันหลังสัมภาษณ์ผ่าน แต่ความตื่นเต้นกลับสะดุดลงทันที เมื่อเปิดดูเอกสารสัญญาแล้วพบเงื่อนไขว่า "ต้องวางเงินประกันการทำงานหนึ่งหมื่นบาท โดยหักจากเงินเดือนเดือนละสองพันบาท หรือต้องหาข้าราชการมาเซ็นค้ำประกัน" สำหรับคนเพิ่งเรียนจบ ไม่มีเงินเก็บและไม่มีคนรู้จักเป็นข้าราชการ หลายคนจำใจต้องยอมเซ็นสัญญาเพราะกลัวตกงาน คำถามสำคัญคือ บริษัทมีอำนาจตามกฎหมายในการเรียกเงินประกันหรือคนค้ำประกันจากพนักงานทุกคนจริงหรือ?
(ตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย ไม่ใช่เหตุการณ์จริง)
แนน บัณฑิตจบใหม่ ได้งานตำแหน่งคอนเทนต์ครีเอเตอร์ เงินเดือนเริ่มต้นหนึ่งหมื่นแปดพันบาท ในวันแรกของการทำงาน ฝ่ายบุคคลแจ้งให้แนนนำเงินสดหนึ่งหมื่นบาทมาวางเป็นเงินประกัน หรือให้หักเงินเดือนเดือนละสองพันบาทเป็นเวลาห้าเดือน โดยฝ่ายบุคคลอ้างว่าเป็น "นโยบายความปลอดภัยของบริษัท เผื่อพนักงานลาออกกะทันหันหรือทำอุปกรณ์สำนักงานเสียหาย" แนนรู้สึกอึดอัดใจเพราะต้องใช้เงินจ่ายค่าเช่าห้องพัก แต่ด้วยความกังวลว่าจะไม่ผ่านการทดลองงาน จึงจำยอมเซ็นยินยอมให้หักเงินเดือนไป
ในความเป็นจริง การกระทำของนายจ้างในกรณีนี้ถือว่าผิดกฎหมายแรงงานอย่างชัดเจน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติหลักการคุ้มครองไว้ว่า "ห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงาน หรือหลักประกันความเสียหายในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สินอื่น หรือการค้ำประกันด้วยบุคคล จากลูกจ้าง"
เจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการป้องกันไม่ให้นายจ้างเอารัดเอาเปรียบผู้สมัครงานซึ่งมีอำนาจต่อรองน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้เปิดข้อยกเว้นไว้เฉพาะตำแหน่งที่ลูกจ้าง "ต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สิน" ซึ่งหากเกิดความเสียหายจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อนายจ้าง โดยประกาศกระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2551 ได้กำหนดลักษณะงานที่อนุญาตให้เรียกหลักประกันได้ไว้อย่างจำกัด เช่น:
งานจัดเก็บหรือจ่ายเงิน (เช่น แคชเชียร์ เจ้าหน้าที่การเงิน)
- งานควบคุมดูแลเงินสด เช็ค หรือตราสารการเงินของบริษัท
- งานดูแลรักษาอัญมณี ทองคำ หรือโลหะมีค่า
- งานขับขี่ยานพาหนะของนายจ้าง
- งานควบคุมดูแลสินค้าหรือพัสดุในคลังสินค้า
ตำแหน่งงานทั่วไปอย่างคอนเทนต์ กราฟิก ธุรการ โปรแกรมเมอร์ หรือการตลาด จึงไม่ใช่ตำแหน่งที่กฎหมายอนุญาตให้เรียกหลักประกันได้เลย การบังคับหักเงินเดือนยังเข้าข่ายความผิดฐานหักค่าจ้างตามมาตรา 76 อีกด้วย
แม้ในตำแหน่งที่กฎหมายอนุญาตให้เรียกได้ กฎหมายกำหนดว่าหากเป็นเงิน ต้องไม่เกิน 60 เท่าของค่าจ้างรายวันเฉลี่ย (ประมาณ 2 เดือนของเงินเดือน) และเมื่อลูกจ้างลาออกโดยไม่มีหนี้สินผูกพัน มาตรา 10 วรรคสอง กำหนดให้นายจ้างต้องคืนเงินประกันพร้อมดอกเบี้ยภายใน 7 วัน นับแต่วันที่พ้นหน้าที่ หากนายจ้างบ่ายเบี่ยง ต้องจ่ายดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ตามมาตรา 9 (ควรตรวจสอบคำพิพากษาต้นฉบับ)
แนวทางรับมือและปกป้องสิทธิเมื่อถูกเรียกหลักประกัน:
เช็กขอบเขตงานตามสัญญา: หากไม่ต้องคุมเงินสด คลังสินค้า หรือขับรถบริษัท นายจ้างไม่มีสิทธิเรียกหลักประกัน
- ขอเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร: ขอคำชี้แจงถึงความจำเป็น และขอหลักฐานการเปิดบัญชีแยกเฉพาะเพื่อเก็บเงินประกันตามที่กฎหมายกำหนด
- ตรวจสอบเงื่อนไขคืนเงิน: ต้องระบุชัดเจนว่าจะคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยภายใน 7 วันหลังพ้นหน้าที่
- ปรึกษาพนักงานตรวจแรงงาน: หากถูกข่มขู่หรือบังคับหักเงินเดือนในตำแหน่งที่ไม่เข้าเกณฑ์ สามารถโทรปรึกษาได้ที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 3
การเริ่มต้นงานใหม่ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานความไว้วางใจ การผลักภาระทางการเงินให้คนทำงานตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน สะท้อนวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เคารพกฎหมาย ถึงเวลาที่คนทำงานต้องรู้สิทธิของตนเองและกล้าปฏิเสธเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม
แหล่งอ้างอิง
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 (ดอกเบี้ยกรณีผิดนัดไม่คืนเงิน)
- พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 10 (ข้อห้ามและข้อยกเว้นการเรียกหลักประกันการทำงาน)
- พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 (ข้อห้ามการหักค่าจ้าง)
- ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. 2551
- กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน