บริษัทปรับโครงสร้าง สั่งโอนย้ายไปบริษัทลูก-รีเซ็ตอายุงานเป็นศูนย์: ปฏิเสธได้ไหม และกฎหมายคุ้มครองอย่างไร?

5 พ.ย. 25690

บริษัทปรับโครงสร้าง สั่งโอนย้ายไปบริษัทลูก-รีเซ็ตอายุงานเป็นศูนย์: ปฏิเสธได้ไหม และกฎหมายคุ้มครองอย่างไร?

ทำงานสร้างผลงานในบริษัทแม่มายาวนานนับสิบปี สะสมอายุงานและสิทธิประโยชน์ไว้เพียบพร้อม แต่จู่ๆ ฝ่ายบริหารประกาศ "ปรับโครงสร้างองค์กร" โดยสั่งยุบแผนกเดิม และตั้งบริษัทลูกขึ้นมารับช่วงต่อ พร้อมยื่นสัญญาจ้างฉบับใหม่มาให้พนักงานเซ็น โดยมีเงื่อนไขว่า "ทุกคนต้องโอนย้ายไปสังกัดนิติบุคคลใหม่ เริ่มต้นนับอายุงานเป็นศูนย์ และเข้าสู่การทดลองงานใหม่ หากใครไม่ยอมเซ็น จะถือว่าสละสิทธิและต้องลาออกไปเองโดยไม่ได้เงินชดเชย" กลยุทธ์การผ่องถ่ายลูกจ้างเพื่อลบล้างอายุงานสะสมเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง คำถามสำคัญคือ นายจ้างมีอำนาจสั่งโอนย้ายเราไปนิติบุคคลอื่นฝ่ายเดียวได้จริงหรือ และหากเราปฏิเสธ กฎหมายคุ้มครองสิทธิของเราไว้อย่างไร

คำตอบทางกฎหมายที่ชัดเจนคือ นายจ้างไม่มีอำนาจบังคับโอนย้ายลูกจ้างไปสังกัดนิติบุคคลใหม่โดยปราศจากความยินยอมได้เด็ดขาด โดย พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 13 (แก้ไขเพิ่มเติมโดย ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562) ได้บัญญัติคุ้มครองสิทธิกรณี "การเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง" ไว้อย่างรัดกุม

สาระสำคัญของมาตรา 13 มี 3 ประการหลัก:

ประการแรก สิทธิในการให้ความยินยอม: มาตรา 13 กำหนดว่า ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง หรือการโอนหรือควบนิติบุคคล หากมีผลทำให้ลูกจ้างต้องไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ "การไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ดังกล่าวต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างนั้นด้วย" นั่นหมายความว่า หากลูกจ้างไม่ประสงค์จะย้ายไปบริษัทใหม่ ลูกจ้างมีสิทธิ "ปฏิเสธ" ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และการปฏิเสธไม่ถือเป็นความผิดทางวินัย

ประการที่สอง สิทธิและอายุงานต้องโอนตามไปด้วย: หากลูกจ้างยินยอมที่จะโอนย้ายไปสังกัดนายจ้างใหม่ กฎหมายบัญญัติชัดเจนว่า "ให้นายจ้างใหม่รับไปซึ่งสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างนั้นที่มีต่อนายจ้างเดิมทุกประการ" ซึ่งรวมถึง อัตราเงินเดือน ตำแหน่ง สิทธิวันพักร้อนสะสม และที่สำคัญที่สุดคือ "อายุงานเดิมต้องนับต่อเนื่อง" ห้ามรีเซ็ตเป็นศูนย์ และห้ามนำลูกจ้างไปเริ่มต้นทดลองงานใหม่เด็ดขาด

ประการที่สาม ผลหากลูกจ้างไม่ยินยอมโอนย้าย: ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา หากลูกจ้างปฏิเสธไม่ยินยอมโอนย้ายไปยังนิติบุคคลใหม่ และนายจ้างเดิมไม่มีตำแหน่งงานเดิมให้ทำอีกต่อไป ถือว่าสัญญาจ้างสิ้นสุดลงโดยนายจ้างเดิมเป็นฝ่ายเลิกจ้าง นายจ้างเดิมจึงมีหน้าที่ต้องจ่าย "ค่าชดเชยตามอายุงาน" ตาม มาตรา 118 (สูงสุด 400 วัน) และต้องจ่าย "ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า" ตาม มาตรา 17 โดยนายจ้างจะอ้างว่าลูกจ้างลาออกเองไม่ได้ (ควรตรวจสอบคำพิพากษาต้นฉบับ)

(ตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย ไม่ใช่เหตุการณ์จริง)

กิตติศักดิ์ ทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายขนส่งในบริษัทแม่มา 12 ปี ต่อมาบริษัทแม่แยกสายงานไปตั้งเป็นบริษัทลูก และบังคับให้กิตติศักดิ์เซ็นสัญญาใหม่โดยเริ่มนับอายุงานใหม่ กิตติศักดิ์ไม่ยินยอมเซ็นเพราะจะสูญเสียสิทธิค่าชดเชยสะสม 12 ปี (ซึ่งมีสิทธิได้รับค่าชดเชย 300 วัน) ฝ่ายบริหารจึงขู่ว่าจะไม่จ่ายเงินใดๆ กิตติศักดิ์จึงยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน เจ้าหน้าที่วินิจฉัยว่า การโอนย้ายไม่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างตามมาตรา 13 เมื่อบริษัทเดิมยุบแผนกจึงถือเป็นการเลิกจ้าง นายจ้างเดิมจึงต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน 12 ปี เป็นเงินค่าจ้าง 300 วัน พร้อมค่าบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย

หากบริษัทของคุณกำลังปรับโครงสร้างและสั่งโอนย้าย มีแนวทางรับมือ 4 ขั้นตอน:

ตรวจสอบสัญญาจ้างฉบับใหม่: ดูว่าระบุชื่อนิติบุคคลใหม่หรือไม่ และมีข้อความรับรองการนับอายุงานต่อเนื่องและสิทธิประโยชน์เดิมครบถ้วนหรือไม่

อย่าเพิ่งเซ็นยินยอมหรือใบลาออก: การเซ็นใบลาออกจะทำให้สูญเสียสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงานจากนายจ้างเดิมทันที

ทำหนังสือแสดงเจตนาเป็นทางการ: หากไม่ประสงค์จะย้าย ให้ทำหนังสือแจ้งนายจ้างเดิมว่าไม่ยินยอมโอนย้ายตามมาตรา 13

ปรึกษาพนักงานตรวจแรงงาน: หากนายจ้างเดิมไม่ยอมจ่ายค่าชดเชย สามารถยื่นคำร้องได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือโทร 1506

อายุงานและสิทธิประโยชน์ที่คุณสะสมมานับสิบปีคือน้ำพักน้ำแรงที่มีมูลค่า กฎหมายมาตรา 13 คุ้มครองไม่ให้ใครมาฉวยโอกาสรีเซ็ตชีวิตการทำงานของคุณไปฟรีๆ

แหล่งอ้างอิง

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 มาตรา 13, มาตรา 17 และมาตรา 118

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน (แนวปฏิบัติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างตามมาตรา 13)

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: