รักในที่ทำงานเป็นเหตุ... บริษัทสั่ง "ห้ามเป็นแฟนกันในออฟฟิศ" ฝ่าฝืนบีบให้ออกคนหนึ่ง ผิดกฎหมายไหม? ส่องสิทธิส่วนบุคคลกับ Conflict of Interest

3 พ.ย. 25690

รักในที่ทำงานเป็นเหตุ... บริษัทสั่ง "ห้ามเป็นแฟนกันในออฟฟิศ" ฝ่าฝืนบีบให้ออกคนหนึ่ง ผิดกฎหมายไหม? ส่องสิทธิส่วนบุคคลกับ Conflict of Interest

บริษัทมีนโยบายชัดเจนเรื่องห้ามพนักงานคบหากันเป็นแฟน เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ในเมื่อตอนนี้ตกลงจะแต่งงานกัน ทางผู้บริหารขอให้คนใดคนหนึ่งลาออก ไม่อย่างนั้นบริษัทจำเป็นต้องมีมาตรการทางวินัย"

คำขาดจากห้องประชุมฝ่ายบุคคลนี้ ไม่ใช่พล็อตละคร แต่เป็นเรื่องจริงที่คู่รักคนทำงานจำนวนมากในไทยต้องเผชิญ เมื่อความรักในที่ทำงานถูกองค์กรตีตราเป็น "ความผิดร้ายแรง" และถูกบีบให้เลือกระหว่างความรักกับอนาคตการงาน

ที่น่าสังเกตคือ องค์กรมักกดดันให้ "ฝ่ายหญิง" หรือคนที่ตำแหน่งต่ำกว่าเป็นฝ่ายลาออก แต่ในมุมกฎหมายแรงงานไทย กฎห้ามมีแฟนในออฟฟิศนี้มีผลบังคับจริงแค่ไหน? และบริษัทมีสิทธิสั่งปลดพนักงานด้วยเหตุนี้หรือไม่?

กฎห้ามรักกัน: ข้อบังคับที่ "เป็นโมฆะ" ตามกฎหมาย

ความรักและการสมรส ถือเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานส่วนบุคคลที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ระบุว่า นิติกรรมหรือข้อตกลงใดที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ย่อมตกเป็น "โมฆะ"

ดังนั้น ข้อบังคับหรือสัญญาจ้างที่ระบุว่า "ห้ามพนักงานเป็นแฟนกัน" หรือ "หากแต่งงานกัน คนใดคนหนึ่งต้องลาออก" จึงเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพเกินสมควร ขัดต่อกฎหมายและไม่มีผลใช้บังคับ บริษัทไม่สามารถนำข้อความนี้มาอ้างลงโทษวินัยหรือไล่พนักงานออกได้

ถูกเลิกจ้างเพราะมีความรัก: นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย

หากบริษัทตัดสินใจเลิกจ้างพนักงานเพียงเพราะเหตุผลเรื่องความสัมพันธ์:

ต้องจ่ายค่าชดเชยการเลิกจ้าง: ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 การมีความรักไม่ใช่ความผิดวินัยร้ายแรง นายจ้างจะปลดออกโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 ไม่ได้เด็ดขาด

เข้าข่ายการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม: ตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานฯ ศาลมองว่าการเลิกจ้างเพราะเหตุความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ไม่ได้ทำลายงาน ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลสั่งให้นายจ้างรับกลับเข้าทำงาน หรือสั่งจ่ายค่าเสียหายเพิ่มเติมได้

แล้วเรื่อง "ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest)" กฎหมายมองอย่างไร?

องค์กรมีความกังวลที่เข้าใจได้ หากคู่รักทำงานในตำแหน่งที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกันโดยตรง เช่น คนหนึ่งเป็นหัวหน้าที่มีอำนาจขึ้นเงินเดือนให้อีกคน หรือคนหนึ่งอยู่จัดซื้อและอีกคนอยู่ตรวจรับของ

ในกรณีนี้ บริษัทมีสิทธิบริหารจัดการเพื่อป้องกันความเสี่ยง แต่ "ต้องใช้วิธีที่ได้สัดส่วนและเป็นธรรม":

แนวทางที่ชอบด้วยกฎหมาย: บริษัทสามารถกำหนดให้เปิดเผยความสัมพันธ์อย่างโปร่งใส และดำเนินการ "ปรับเปลี่ยนสายการบังคับบัญชา" หรือ "โอนย้ายแผนก" ไปยังตำแหน่งที่เทียบเท่าโดยผลตอบแทนไม่ลดลง

สิ่งที่บริษัททำไม่ได้: คือการบังคับให้คนใดคนหนึ่งเซ็นใบลาออก หรือการสั่งเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

เจาะเคสจริง: แต่งงานปุ๊บ ถูก HR บีบให้ฝ่ายหญิงลาออก

เมย์ (นามสมมุติ) ฝ่ายบุคคล และ กอล์ฟ (นามสมมุติ) วิศวกร ทำงานในบริษัทเดียวกันมา 3 ปี เมื่อทั้งคู่จัดงานแต่งงานและขอลากิจสมรส

วันแรกที่กลับมาทำงาน ผู้บริหารเรียกเมย์ไปพบและยื่นใบลาออกให้เซ็นทันที โดยอ้างว่าเพื่อป้องกัน Conflict of Interest และตามธรรมเนียมฝ่ายหญิงควรลาออก

เมย์ไม่ยอมเซ็นใบลาออก พร้อมชี้แจงว่าทั้งคู่ทำงานคนละสายงาน หน้าที่ของเมย์ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้สายงานวิศวกรรม หากบริษัทกังวลเรื่องข้อมูล เมย์ยินดีโอนย้ายไปดูแลงานอบรมพัฒนาบุคลากรแทน

เมื่อเมย์ยืนกรานสิทธิตามกฎหมายและขอหนังสือเลิกจ้างหากจะปลดเธอออก ฝ่ายบริหารจึงยอมถอยและปรับเปลี่ยนขอบเขตงานให้ตามความเหมาะสม โดยไม่มีใครต้องตกงาน

คำแนะนำเมื่อมีความรักในที่ทำงาน

อย่ายอมเซ็นใบลาออกเด็ดขาด: การเซ็นใบลาออกจะทำให้เสียสิทธิรับค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมทันที

รักษาความเป็นมืออาชีพ: แยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวในเวลางาน ไม่นำเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับการตัดสินใจในหน้าที่

หากถูกกดดันไม่เป็นธรรม: ปรึกษาและยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานผ่าน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือติดต่อ ศาลแรงงานกลาง ได้ฟรี

ความรักเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ องค์กรที่ดีควรบริหารความเสี่ยงด้วยระบบที่โปร่งใส ไม่ใช่ใช้อำนาจลิดรอนความสุขและอนาคตของคนทำงาน

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: