ทริคหางาน
สวัสดิการปรึกษาจิตแพทย์ที่ไม่มีใครกล้าแตะ: เมื่อความหวาดระแวงทำให้โครงการ EAP กลายเป็นแค่ของประดับออฟฟิศ
8 พ.ย. 25690
รายงานสรุปสวัสดิการพนักงานประจำปีแสดงตัวเลขยอดการใช้งานโครงการช่วยเหลือพนักงาน หรือ Employee Assistance Program (EAP) และแอปพลิเคชันปรึกษาจิตแพทย์ที่ฝ่ายบุคคลจัดซื้อมาด้วยงบประมาณหลักแสน ตัวเลขการใช้งานจริงกลับนิ่งสนิทอยู่ที่ศูนย์เปอร์เซ็นต์
ในห้องประชุมบอร์ดบริหาร ผู้บริหารต่างพยักหน้าชื่นชมว่า "พนักงานบริษัทเรามีความสุขดี สุขภาพจิตแข็งแรง ไม่มีเรื่องเครียดสะสม"
ทว่าในโลกความเป็นจริง หลังบานประตูล็อกของห้องน้ำชั้นเก้า พนักงานคนหนึ่งกำลังนั่งร้องไห้เงียบๆ เพื่อระงับอาการหายใจไม่ออกก่อนต้องเดินกลับไปรับมือกับงานด่วน ขณะที่พนักงานอีกหลายคนเลือกที่จะจ่ายเงินส่วนตัวหลักพันเพื่อไปพบผู้เชี่ยวชาญนอกเวลางาน แทนที่จะกดขอรับสิทธิ์ฟรีที่บริษัทมอบให้
นี่คือภาพสะท้อนของช่องว่างความเชื่อมั่นที่ฉีกขาดระหว่างองค์กรกับคนทำงาน สวัสดิการสุขภาพจิตที่จัดวางไว้สวยหรู กำลังกลายเป็นเพียงของประดับที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง
ภาพลวงตาของสวัสดิการสำเร็จรูปที่มองข้ามต้นตอ
ผู้บริหารจำนวนมากคิดว่าการแก้ปัญหาความเครียดของคนทำงานทำได้ง่ายดาย เพียงแค่จัดคลาสโยคะบ่ายวันศุกร์ แจกแอปฝึกสมาธิ หรือมีเบอร์โทรจิตแพทย์ให้โทรหา
ความพยายามเหล่านี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ยอมมองความจริง เพราะสิ่งที่ทำให้พนักงานนอนไม่หลับจนร่างกายพัง ไม่ได้เกิดจากการที่พวกเขาขาดทักษะการผ่อนคลาย แต่เกิดจากโครงสร้างการทำงานที่ไม่เป็นธรรม เช่น ปริมาณงานที่ล้นมือจนต้องแบกกลับไปทำช่วงวันหยุด วัฒนธรรมตามงานผ่านไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง และหัวหน้างานที่ใช้อารมณ์บั่นทอนศักดิ์ศรีของลูกน้อง
การยัดเยียดสวัสดิการบำบัดจิตใจให้พนักงาน โดยที่โครงสร้างการทำงานยังคงสร้างบาดแผลให้พวกเขาทุกวัน ไม่ต่างอะไรกับการยื่นพลาสเตอร์ยาให้คนที่กำลังถูกมีดกรีดแผลซ้ำๆ
ความกลัวเรื่องข้อมูลรั่วไหลกับการตีตราในที่ทำงาน
คำถามสำคัญคือ ทำไมคนทำงานถึงยอมจ่ายเงินเองแทนที่จะใช้สวัสดิการของบริษัท
คำตอบคือความหวาดระแวง ในบริบทของสังคมการทำงานไทยที่ยังมีความอ่อนไหวต่อประเด็นสุขภาพจิต พนักงานกลัวว่าการเดินเข้าไปขอรับคำปรึกษาจะถูกฝ่ายบุคคลบันทึกประวัติ และข้อมูลจะหลุดไปถึงหูของหัวหน้างาน พวกเขากลัวว่าจะถูกมองว่าเป็น "คนอ่อนแอ รับแรงกดดันไม่ไหว" หรือกลายเป็นเป้าหมายแรกที่ถูกตัดชื่อออกจากโควตาเลื่อนตำแหน่งและโบนัส
ในแง่ของกฎหมาย พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ระบุชัดเจนว่า ข้อมูลสุขภาพและการรักษาพยาบาลจัดเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวสูง (Sensitive Personal Data) นายจ้างไม่มีสิทธิเข้าถึงรายละเอียดการรับคำปรึกษา หรือนำข้อมูลส่วนนี้มาใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจด้านการประเมินผลงาน การรักษาความลับของหน่วยงานผู้ให้บริการภายนอกต้องเป็นอิสระและโปร่งใสอย่างแท้จริง
ปรับเปลี่ยนจากการแจกสวัสดิการมาเป็นการรื้อระบบการทำงาน
หากฝ่ายบริหารและ HR ต้องการฟื้นฟูสุขภาวะของคนทำงานอย่างแท้จริง ต้องเริ่มลงมือปรับที่โครงสร้าง:
ใช้ People Analytics ค้นหาจุดรั่วไหลของความเครียด: เลิกดูแค่ยอดการใช้แอปบำบัดจิตใจ แล้วหันมาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เช่น อัตราการลาป่วยกะทันหัน อัตราการลาออกของพนักงานในแต่ละทีม และชั่วโมงการส่งอีเมลหรือข้อความสั่งงานหลังเวลาเลิกงาน หากตัวเลขเหล่านี้พุ่งสูงในแผนกใด นั่นคือสัญญาณชี้เป้าว่าปัญหาอยู่ที่รูปแบบการบริหารจัดการของหัวหน้า ไม่ใช่ความเปราะบางส่วนตัวของพนักงาน
สร้างระบบรักษาความลับจากผู้ให้บริการภายนอกแบบร้อยเปอร์เซ็นต์: บริษัทต้องสื่อสารอย่างโปร่งใสว่า ข้อมูลการปรึกษา EAP ถูกส่งตรงไปยังโรงพยาบาลหรือคลินิกภายนอก โดยที่ HR และหัวหน้างานจะเห็นเพียงรายงานสรุปภาพรวมเชิงสถิติที่ไม่สามารถระบุตัวตนของผู้ใช้งานได้เลย เพื่อปลดล็อกความกลัวเรื่องผลกระทบต่อหน้าที่การงาน
แก้ไขภาระงานจริงก่อนจัดกิจกรรมสร้างภาพ: ทบทวนการจัดสรรทรัพยากรและกำหนดวันส่งมอบงานให้สอดคล้องกับกำลังคนจริง หากพบว่าพนักงานกำลังเผชิญกับภาวะหมดไฟหรือความเครียดสะสมจนส่งผลต่อการใช้ชีวิต ควรเปิดโอกาสให้พูดคุยกับหัวหน้างานเพื่อปรับลดเนื้องาน หรือสนับสนุนให้เข้าถึงผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ รวมถึงการโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 โดยไม่สร้างตราบาปให้แก่ผู้ขอความช่วยเหลือ
ตราบใดที่โครงสร้างการทำงานยังเป็นพิษ สวัสดิการสุขภาพจิตที่แพงที่สุดก็เป็นได้เพียงเครื่องมือฟอกขาวที่ไม่ได้ช่วยรักษาใครได้จริง