ตรวจประวัติอาชญากรรมแล้วเจอคดี! บริษัทปฏิเสธรับทำงาน หรือไล่ออกย้อนหลัง ผิดกฎหมายไหม?

3 พ.ย. 25690

ตรวจประวัติอาชญากรรมแล้วเจอคดี! บริษัทปฏิเสธรับทำงาน หรือไล่ออกย้อนหลัง ผิดกฎหมายไหม?

ตรวจประวัติอาชญากรรมแล้วเจอคดี! บริษัทปฏิเสธรับทำงาน หรือไล่ออกย้อนหลัง ผิดกฎหมายไหม?

"ผลการพิมพ์ลายนิ้วมือตรวจประวัติอาชญากรรมพบว่าคุณเคยมีคดีความ ทางบริษัทไม่สามารถรับเข้าทำงานได้ และขอตัดสิทธิการจ้างงานทันที"

ประโยคปฏิเสธสั้นๆ ที่กลายเป็นกำแพงสูงขวางกั้นชีวิตของคนหางานจำนวนมาก ที่น่าตกใจคือ หลายคนที่ถูกปฏิเสธไม่ได้เป็นอาชญากร บางคนเคยถูกแจ้งความแต่อัยการสั่งไม่ฟ้อง บางคนศาลยกฟ้องไปแล้วว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ หรือบางคนเคยมีคดีลหุโทษหรือขับรถโดยประมาทเมื่อหลายปีก่อน แต่เมื่อ "ชื่อ" ยังค้างอยู่ในระบบทะเบียนประวัติอาชญากร พวกเขากลับถูกองค์กรตัดสิทธิทันที คำถามสำคัญคือ นายจ้างมีสิทธิตรวจประวัติและใช้เป็นเหตุผลปฏิเสธงาน หรือไล่พนักงานออกย้อนหลังได้มากน้อยแค่ไหนตามกฎหมาย?

ประวัติอาชญากรรมคือ "ข้อมูลอ่อนไหว" ตามกฎหมาย PDPA

พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) มาตรา 26 จัดให้ "ข้อมูลประวัติอาชญากรรม" เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ (Sensitive Personal Data) ซึ่งห้ามเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย เว้นแต่จะได้รับ "ความยินยอมโดยชัดแจ้ง (Explicit Consent)" จากเจ้าของข้อมูลเท่านั้น

  • นายจ้างไม่มีสิทธิแอบส่งชื่อหรือลายนิ้วมือไปตรวจโดยลูกจ้างไม่ยินยอม

  • ต้องแจ้งวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าจะใช้พิจารณาตำแหน่งงานใด

  • องค์กรต้องรักษาความลับของข้อมูล ห้ามนำประวัติไปเปิดเผยในที่ทำงานเด็ดขาด

ตรวจเจอคดี ปฏิเสธไม่รับเข้าทำงานได้ทุกกรณีหรือไม่?

นายจ้างมีสิทธิคัดเลือกบุคลากรเพื่อความปลอดภัยของธุรกิจ แต่การปฏิเสธต้องตั้งอยู่บน "ความจำเป็นและสัมพันธ์กับตำแหน่งงานโดยตรง":

  • ตำแหน่งที่มีความเสี่ยงเฉพาะ: เช่น แคชเชียร์ เจ้าหน้าที่การเงิน หากมีประวัติคดียักยอกทรัพย์หรือฉ้อโกง นายจ้างย่อมมีเหตุผลอันสมควรในการปฏิเสธ

  • การตัดสิทธิแบบเหมารวม: เช่น ตำแหน่งโปรแกรมเมอร์ หรือกราฟิกดีไซเนอร์ แต่ถูกปฏิเสธเพราะเคยมีคดีขับรถชนคนบาดเจ็บโดยประมาท หรือคดีที่ศาลยกฟ้อง ย่อมเข้าข่ายการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 27

รับเข้าทำงานแล้ว มาตรวจเจอทีหลัง ไล่ออกโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ไหม?

กรณีที่พบบ่อยคือ พนักงานเริ่มงานจนผ่านการทดลองงานแล้ว ต่อมาผลตรวจประวัติส่งมาถึงบริษัท HR จึงแจ้งเลิกจ้างทันทีโดยไม่จ่ายค่าชดเชย

ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (6) กำหนดว่า นายจ้างจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ ต้องเป็นกรณีที่ลูกจ้าง "ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก" ในระหว่างเป็นลูกจ้าง (เว้นแต่ความผิดลหุโทษหรือประมาท)

หากเป็นคดีเก่าในอดีตก่อนเริ่มงาน และลูกจ้างไม่ได้กรอกข้อมูลเท็จในใบสมัครอย่างมีเจตนาทุจริต การที่นายจ้างสั่งปลดกะทันหัน ศาลแรงงานจะถือว่าเป็น "การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม" ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหาย

เคสตัวอย่างจำลอง

อาร์ต ได้รับการบรรจุเป็นหัวหน้าทีมพัฒนาเว็บไซต์ ทำงานได้ 4 เดือนผลงานดีเยี่ยม ต่อมาบริษัทได้รับผลตรวจประวัติพบว่าอาร์ตเคยถูกฟ้องคดีลักทรัพย์เมื่อ 6 ปีก่อน ซึ่งคดีนั้นศาลยกฟ้องถึงที่สุดไปแล้ว แต่อาร์ตกลับถูกเลิกจ้างทันที อ้างว่านโยบายบริษัทไม่รับคนมีมลทิน

อาร์ตฟ้องศาลแรงงาน ศาลวินิจฉัยว่า คดีดังกล่าวศาลยกฟ้องแล้ว อาร์ตจึงเป็นผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมาย และลักษณะงานพัฒนาเว็บไซต์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการครอบครองทรัพย์สิน คำสั่งเลิกจ้างจึงไม่เป็นธรรม พิพากษาให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายรวมกว่า 200,000 บาท

สิทธิในการ "ลบประวัติอาชญากร"

หากเคยมีคดีแต่ศาลยกฟ้อง หรืออัยการสั่งไม่ฟ้อง คุณมีสิทธิยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานคำพิพากษาถึงที่สุดต่อ "กองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ" เพื่อขอคัดแยกแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือออกจากสารบบผู้กระทำความผิด เพื่อไม่ให้ประวัติที่บริสุทธิ์มาทำลายโอกาสทำงาน

อดีตที่ผ่านการพิสูจน์แล้วไม่ควรเป็นตราบาปไปตลอดชีวิต และการเปิดโอกาสให้คนทำงานได้พิสูจน์ความสามารถ คือหัวใจของการสร้างตลาดแรงงานที่เป็นธรรม

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: