คะแนน Engagement สูงแต่ทำไมคนทยอยลาออก: 4 คำถามปลดล็อกความจริง ก่อนผลสำรวจจะกลายเป็นภาพลวงตา

8 พ.ย. 25690

คะแนน Engagement สูงแต่ทำไมคนทยอยลาออก: 4 คำถามปลดล็อกความจริง ก่อนผลสำรวจจะกลายเป็นภาพลวงตา

ในห้องประชุมผู้บริหารปลายไตรมาสที่สาม ฝ่ายบุคคลนำเสนอรายงานผลการสำรวจความผูกพันของพนักงาน (Employee Engagement Survey) ประจำปีด้วยความยินดี: คะแนนเฉลี่ยความผูกพันต่อองค์กรพุ่งสูงถึงแปดสิบแปดเปอร์เซ็นต์ ตัวเลขการมีส่วนร่วมตอบแบบสอบถามแตะเก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ผู้บริหารระดับสูงยิ้มรับด้วยความภาคภูมิใจว่าองค์กรของเราคือสถานที่ทำงานในฝันที่คนรักและผูกพันอย่างเหนียวแน่น

แต่ในความเป็นจริงของหน้างาน ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง แผนกปฏิบัติการสำคัญกลับเผชิญกับคลื่นการลาออกของพนักงานระดับหัวกะทิ รีวิวบนเว็บไซต์ประเมินบริษัทเต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์วัฒนธรรมการทำงาน และพนักงานที่ยังนั่งทำงานอยู่ต่างมีสีหน้าหมดพลัง

ทำไมผลสำรวจที่ได้คะแนนสูงลิ่ว จึงสวนทางกับพฤติกรรมจริงของคนทำงานอย่างสิ้นเชิง? ก่อนที่องค์กรจะหลงระเริงไปกับคะแนนตัวเลขที่สร้างขึ้นมาเพื่อปลอบใจตัวเอง นี่คือ 4 คำถามชี้ขาดที่ฝ่ายบริหารต้องตอบให้กระจ่าง

  1. พนักงาน "ตอบด้วยความจริงใจ" หรือ "ตอบเพื่อให้ตัวเองปลอดภัย"?

ในสังคมการทำงานไทยที่ยังขาดความปลอดภัยทางจิตวิทยา (Psychological Safety) แบบสำรวจที่อ้างว่าเป็น "นิรนาม" (Anonymous) มักไม่เคยได้รับความเชื่อใจจากพนักงาน การส่งลิงก์แบบสำรวจผ่านอีเมลส่วนตัว หรือการบังคับกรอกข้อมูลแผนกและช่วงอายุอย่างละเอียด ทำให้พนักงานกลัวว่าระบบจะสามารถระบุตัวตนย้อนหลังได้ ความกลัวว่าจะถูกเพ่งเล็งหรือส่งผลต่อโบนัสสิ้นปี บีบให้คนทำงานทุกคนเลือกคลิกตัวเลือก "เห็นด้วยอย่างยิ่ง" (Strongly Agree) ให้ผ่านๆ ไป เพื่อเอาตัวรอด คะแนนที่สูงจึงไม่ได้สะท้อนความผูกพัน แต่สะท้อน "ระดับความหวาดระแวง" ที่สูงลิ่วของพนักงาน

  1. คำถามวัดเรื่อง "ความรู้สึกต่อหัวหน้างานตรง" หรือถามแต่ "ภาพลักษณ์บริษัทกว้างๆ"?

จุดบอดใหญ่ของแบบสำรวจสำเร็จรูปจำนวนมากคือ การตั้งคำถามเชิงนามธรรม เช่น "คุณภูมิใจในวิสัยทัศน์ของบริษัทหรือไม่" หรือ "คุณเชื่อมั่นในชื่อเสียงขององค์กรหรือไม่" พนักงานอาจภูมิใจในแบรนด์ของบริษัทและตอบว่าใช่ แต่ในชีวิตการทำงานจริง สิ่งที่กำหนดความสุขของพนักงานคือความสัมพันธ์กับหัวหน้างานสายตรง (Direct Manager) หากแบบสำรวจไม่กล้าเจาะลึกเรื่องพฤติกรรมการบริหาร การสั่งงานล่วงเวลา หรือการรับฟังความคิดเห็นในระดับแผนกย่อย ตัวเลขรวมทั้งบริษัทจะทำหน้าที่เป็นม่านบังตาที่ซ่อนความเน่าเฟะในระดับทีมไว้จนสายเกินแก้

  1. หลังสำรวจเสร็จ องค์กรเคย "ลงมือแก้ปัญหาจริง" หรือแค่เก็บเข้าแฟ้มรายงาน?

พนักงานจำนวนมากกำลังเผชิญกับภาวะ "หมดศรัทธาในแบบสำรวจ" (Survey Fatigue) เพราะปีแล้วปีเล่า องค์กรขยันเก็บข้อมูล แจกแจงแดชบอร์ดอย่างสวยงาม แต่ไม่เคยมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ข้อร้องเรียนเรื่องระบบงานที่ล้าหลังหรือปัญหาภาระงานล้นมือยังคงถูกมองข้าม เมื่อพนักงานพบว่าความคิดเห็นของตนเองถูกส่งไปลงหลุมดำ พวกเขาจะหยุดให้ข้อเสนอแนะที่มีค่า และหันมาตอบคะแนนหลอกตาเพื่อตัดความรำคาญ

  1. คะแนนความผูกพันที่สูงขึ้น นำไปสู่ "การสร้างผลงานทางธุรกิจจริง" หรือไม่?

ความเข้าใจผิดสำคัญของฝ่ายบริหารคือ การมองว่าคะแนน Engagement สูงเท่ากับประสิทธิภาพการทำงานสูง แต่ในทางปฏิบัติ บางแผนกที่มีคะแนนความพึงพอใจสูงลิ่ว อาจเป็นเพราะหัวหน้างานปล่อยปละละเลย ไม่มีการกำหนดมาตรฐานผลงานที่ชัดเจน (Lack of Accountability) พนักงานอยู่กันอย่างสบายโดยไม่ต้องรับผิดชอบเป้าหมายยากๆ การวัดผลที่ทรงคุณค่าต้องนำคะแนนความผูกพันไปวิเคราะห์ความสัมพันธ์ (Correlation) ร่วมกับผลิตภาพของงาน (Productivity) และอัตราการรักษาคนเก่ง (Talent Retention) เพื่อแยกให้ออกระหว่าง "ทีมที่ผูกพันเพราะมุ่งมั่นสร้างผลงาน" กับ "ทีมที่พอใจเพราะไม่มีใครกดดัน"

การสำรวจความรู้สึกของคนทำงานจะไร้ความหมายทันที หากผู้นำไม่มีความกล้าหาญที่จะรับฟังความจริงที่ไม่น่าอภิรมย์

สัปดาห์นี้ แทนที่จะฉลองกับตัวเลข 88% ในรายงาน ให้ผู้บริหารลองเดินลงไปนั่งคุยแบบไม่เป็นทางการกับพนักงานระดับปฏิบัติการสักสามคน แล้วถามตรงๆ ว่ามีปัญหาอะไรในงานที่อยากให้แก้ไขในวันนี้ นั่นคือจุดเริ่มต้นของการสร้างความผูกพันที่แท้จริง ไม่ใช่กระดาษสำรวจปลายปี

บทความนี้เป็นอย่างไรบ้าง
แชร์บทความนี้: