ความเกรงใจที่ฆ่าคนทำงานจริง: เมื่อหัวหน้าไม่กล้าให้ Feedback ตรงๆ จนคนเก่งต้องแบกงานแทนคนไม่เอาถ่าน
5 พ.ย. 25690
ในห้องประชุมประเมินผลงานสิ้นปี ผู้จัดการแผนกนั่งกุมขมับอยู่หน้าไฟล์แบบฟอร์มการประเมิน พนักงานคนหนึ่งส่งงานช้าเป็นประจำ ข้อมูลผิดพลาดซ้ำซาก และสร้างปัญหาให้ลูกค้าตามร้องเรียนตลอดทั้งปี
แต่เมื่อถึงช่องกรอกคะแนนและข้อเสนอแนะ หัวหน้างานกลับเลือกให้เกรด B พร้อมพิมพ์ข้อความถนอมน้ำใจสั้นๆ: "ทำงานได้ดีตามมาตรฐาน ขอให้รักษาความตั้งใจต่อไป"
เหตุผลที่หัวหน้าให้คำตอบกับตัวเองคือ: "เกรงใจ ไม่อยากพูดตรงๆ เดี๋ยวจะเสียบรรยากาศในทีม กลัวน้องหมดกำลังใจ"
ทว่าในโลกความเป็นจริง เมื่อหัวหน้าไม่กล้าจัดการกับคนที่สร้างปัญหา งานที่คั่งค้างและข้อผิดพลาดเหล่านั้นไม่ได้หายไปไหน แต่มันถูกส่งต่อแบบเงียบๆ ไปให้พนักงานดาวเด่นอีกคนที่ทำงานเป๊ะและมีความรับผิดชอบสูงเป็นคนตามล้างตามเช็ด
พนักงานที่ทำงานดีต้องแบกรับภาระงานเป็นสองเท่า ทำงานล่วงเวลาจนดึกดื่นเพื่อแก้ความผิดพลาดของเพื่อนร่วมงาน โดยที่ทุกคนได้รับเงินเดือนและโบนัสแทบไม่ต่างกัน
ผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน จดหมายลาออกฉบับหนึ่งถูกวางลงบนโต๊ะหัวหน้างาน ไม่ใช่จากคนที่ทำงานพลาด แต่มาจากพนักงานดาวเด่นที่หมดพลังและทนอยู่กับความไม่เป็นธรรมไม่ไหวอีกต่อไป
ปอกเปลือกความเกรงใจ: เมื่อการรักษาน้ำใจคือการลงโทษคนทำงานดี
วัฒนธรรมความเกรงใจและการรักษาความสงบในสังคมการทำงานไทย มักถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยง "บทสนทนาที่ยากลำบาก (Crucial Conversations)"
การที่หัวหน้างานเลี่ยงการให้ฟีดแบ็กตรงๆ ก่อให้เกิดผลร้ายเชิงโครงสร้าง 3 ประการ:
การลงโทษคนมีผลงาน (Performance Punishment): เมื่อหัวหน้างานรู้ว่าสั่งงานใครแล้วงานจะเสร็จ เขาก็จะเทงานยากและงานแก้ไปให้คนนั้นซ้ำๆ ในขณะที่คนไม่เอาถ่านกลับได้ทำงานสบายขึ้นเพราะหัวหน้าไม่อยากเสียเวลาตามจิก นี่คือการเอาเปรียบคนขยันอย่างเลือดเย็นที่สุด
มาตรฐานของทีมที่ลดต่ำลงจนกลายเป็นเรื่องปกติ (Normalization of Deviance): เมื่อคนที่ทำงานผิดพลาดไม่เคยได้รับการสะท้อนกลับอย่างจริงจัง พวกเขาจะเข้าใจผิดว่ามาตรฐานต่ำๆ นั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ พนักงานคนอื่นในทีมจะเริ่มคิดว่า "จะเหนื่อยไปทำไม ในเมื่อทำชุ่ยๆ ก็ได้ผลตอบแทนเท่ากัน"
ความขี้ขลาดทางการบริหารที่ซ่อนอยู่ใต้คำว่า "คนใจดี": หัวหน้าที่คิดว่าตัวเองกำลังเป็นมิตรและเป็นที่รักของทุกคน แท้จริงแล้วกำลังผลักภาระความเครียดไปไว้บนบ่าของคนทำงานตัวจริง ความเงียบของหัวหน้าจึงไม่ใช่ความเมตตา แต่คือความล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่บริหาร
3 เสาหลักสร้างวัฒนธรรมพูดความจริงเพื่อปกป้องคนเก่ง
เปลี่ยนการฟีดแบ็กจาก "การตำหนิตัวบุคคล" เป็น "ข้อมูลเชิงพฤติกรรม" (SBI Model): ฝึกให้หัวหน้างานใช้กรอบ Situation-Behavior-Impact ในการพูดคุย เช่น "ในการประชุมเมื่อวาน (Situation) คุณส่งเอกสารช้ากว่ากำหนด 2 ชั่วโมง (Behavior) ส่งผลให้ทีมไม่มีเวลาตรวจเช็กตัวเลขก่อนเสนอผู้บริหาร (Impact)" การพูดด้วยข้อเท็จจริงหน้างานจะช่วยลดอคติทางอารมณ์ และปลดล็อกความเกรงใจลงได้ทันที
สร้างความโปร่งใสในการกระจายภาระงาน (Workload Transparency): ฝ่ายบุคคลและหัวหน้าแผนกต้องมีแดชบอร์ดหรือกระดานติดตามงานที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ใครกำลังถือโปรเจกต์ใดอยู่บ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้งานไหลไปกองอยู่กับคนเก่งเพียงคนเดียวโดยที่ไม่มีใครมองเห็น
ผูกการประเมินผลของหัวหน้างานเข้ากับ "การโค้ชชิ่งและพัฒนาลูกทีม": ผลงานของผู้จัดการต้องไม่วัดแค่ยอดตัวเลข แต่ต้องวัดว่าเขาสามารถยกระดับขีดความสามารถของคนที่ทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน (Underperformers) ให้ขึ้นมาทำงานได้จริงหรือไม่ หากหัวหน้าคนไหนปล่อยให้มีคนกินแรงเพื่อนร่วมทีมในแผนก คะแนนภาวะผู้นำต้องถูกตัดทอนทันที
การบริหารทีมอย่างมืออาชีพ ไม่ใช่การทำให้ทุกคนยิ้มแย้มบนความไม่เป็นธรรม
ลองเดินไปมองโต๊ะของพนักงานที่แบกงานหนักที่สุดในทีมของคุณวันนี้ แล้วถามตัวเองตรงๆ ว่า คุณกำลังรักษาความรู้สึกของคนไม่รับผิดชอบ ด้วยการทำลายอนาคตของคนที่ทุ่มเททำงานให้บริษัทอยู่ใช่หรือไม่?
แหล่งอ้างอิง
Harvard Business Review: The Feedback Fallacy
Kim Scott: Radical Candor: Be a Kick-Ass Boss Without Losing Your Humanity
Center for Creative Leadership: The Situation-Behavior-Impact (SBI) Feedback Tool